BBLAM เปิดทริกหุ้นไทย แนะ “สลับกลุ่มเล่น” สะสมแบงก์-นิคม-ท่องเที่ยว

BBLAM มองหุ้นไทยครึ่งปีหลังมีโอกาสแตะ 1,600 จุด ชู กลยุทธ์ลงทุนแบบ Trading Rotation เน้นหุ้นกำไรชัด ปันผลดี พร้อมแนะกลุ่มธนาคาร นิคมอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน รับเหมาก่อสร้าง และท่องเที่ยว รับอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้นตัว


นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังมีทิศทางเชิงบวก โดยประเมินดัชนี SET Index สิ้นปีนี้ไว้ที่ระดับ 1,580-1,600 จุด จากสมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนที่ 98-99 บาท และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (Price to Earnings Ratio: P/E Ratio) เฉลี่ย 16 เท่า ขณะที่ระดับ 1,600 จุดยังถือเป็นแนวต้านสำคัญของตลาดในระยะนี้

สำหรับปี 2570 BBLAM ประเมินเป้าหมายดัชนีอย่างระมัดระวังที่ระดับ 1,630 จุด โดยคาดว่า EPS จะขยับขึ้นเหนือ 100 บาทเล็กน้อย ภายใต้สมมติฐานค่า P/E ที่ 16 เท่าเช่นเดิม ส่วนโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,800 จุดนั้นยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากต้องอาศัยการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวมากกว่า 2% อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ มองว่าตลาดหุ้นไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้าจะอยู่ในลักษณะของการหมุนเวียนลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม (Trading Rotation) มากกว่าการปรับตัวขึ้นแบบกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ หลังจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในช่วงราคาน้ำมันสูง เริ่มมีบทบาทลดลง ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนทยอยไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มอื่นที่มีศักยภาพการเติบโตมากกว่า

ขณะเดียวกัน กลยุทธ์การลงทุนเริ่มเปลี่ยนจากการให้น้ำหนักปัจจัยต่างประเทศ มาสู่การคัดเลือกหุ้นที่ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยภายในประเทศ โดยเน้นบริษัทที่มีความชัดเจนของผลประกอบการ สามารถสร้างกำไรได้ต่อเนื่อง และมีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจ เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดในระยะข้างหน้า

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจับตา ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ช่วยลดความกังวลด้านคุณภาพสินทรัพย์ ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งยังเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และโรงไฟฟ้า ที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน Data Center, PCB รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยี

ในส่วนของกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และการเปลี่ยนผ่านโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไปสู่การลงทุนจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยว พาณิชย์ และอาหารเครื่องดื่ม จะได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการจัดงานและการประชุมระดับนานาชาติที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและอัตราค่าห้องพักโรงแรมในกรุงเทพฯ

ด้านปัจจัยต่างประเทศ มองว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา แม้การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญยังขึ้นอยู่กับทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หากดอลลาร์อ่อนค่าลงและตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น อาจเห็น Fund Flow ไหลกลับเข้ามาช่วยหนุนดัชนีได้อีกประมาณ 80-100 จุด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมีเสถียรภาพมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา แม้ยังไม่ใช่ช่วงของการปรับตัวขึ้นร้อนแรง แต่เป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการทยอยสะสมและปรับพอร์ตลงทุนตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริง

Back to top button