
UOBAM ชู 5 ธีมลงทุนปี 69 คงเป้า SET แตะ 1,650 จุด รับวัฏจักร AI หนุนกำไร บจ.ฟื้น
บลจ.ยูโอบี (UOBAM) ประเมินตลาดหุ้นไทย 12 เดือนข้างหน้ายังเป็นบวก คงเป้า SET ปี 69 ที่ 1,650 จุด คาดเศรษฐกิจโต 2.0-2.3% รับแรงหนุนลงทุน AI-Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน ชู 5 ธีมลงทุนเด่น พร้อมให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น มองตราสารหนี้คุณภาพดีและทองคำเป็นทางเลือกกระจายความเสี่ยงท่ามกลางความผันผวนตลาดโลก
นายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ UOBAM เปิดเผยว่า สำหรับประเทศไทย บลจ. ยูโอบี ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แม้ความผันผวนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และ Fund Flow ต่างชาติอาจกดดันตลาดในระยะสั้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 2.0-2.3% และได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนใน AI, Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของประเทศ รวมถึงแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง คงเป้าหมาย SET Index ปี 2569 ที่ 1,650 จุด โดยมองว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง
พร้อมให้น้ำหนักการลงทุนใน 5 ธีมหลัก ได้แก่ New Capex Cycle, Fiscal Stimulus, War-end Rally, Inflation Hedge และ Defensive Yield โดยให้น้ำหนักสูงสุดกับกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI, Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีศักยภาพเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตและการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของตลาดในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า
ด้านตราสารหนี้ มองว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในลักษณะ K-Shape โดยกลุ่มเทคโนโลยีและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกเติบโตได้ดีกว่ากลุ่มเศรษฐกิจอื่น ทำให้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยังมีความจำเป็น คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปีหน้า ขณะที่ระดับผลตอบแทนพันธบัตรในปัจจุบันยังอยู่ในจุดที่น่าสนใจ จึงแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีอายุปานกลาง เพื่อเพิ่มโอกาสรับทั้งผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและโอกาสในการสร้างกำไรจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป
ส่วนเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้เผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กระทบต่อภาคพลังงาน และราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง ขณะที่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงภาวะชั่วคราว ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้ภาวะการลงทุนเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนด้วยสภาพคล่องและดอกเบี้ยต่ำ ไปสู่การให้ความสำคัญกับการเติบโตของกำไรและคุณภาพของงบดุลมากขึ้น ในบริบทดังกล่าว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของตลาดการเงินโลก
แต่การลงทุนมีความแตกต่างกันมากขึ้นระหว่างบริษัทที่สามารถสร้างรายได้และมีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง กับบริษัทที่ยังพึ่งพาเงินทุนเพื่อการเติบโต ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มกระจายตัวกว้างขึ้น จากการที่การเติบโตของกำไรเริ่มขยายจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่กลุ่มพลังงาน การเงิน และสุขภาพ
บลจ. ยูโอบี ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเป็นหลัก โดยตลาดสหรัฐฯ ได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของผลประกอบการที่แข็งแกร่งและวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเน้นหุ้นขนาดใหญ่คุณภาพสูงและบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI ที่มีความสามารถในการสร้างรายได้อย่างชัดเจน ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นยังได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การปฏิรูปธรรมาภิบาลภาคธุรกิจ และการหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดอย่างยั่งยืน จึงมองว่าการปรับฐานในระยะสั้นเป็นโอกาสสำหรับการเข้าลงทุนระยะยาว
สำหรับตลาดเอเชียยังคงแนะนำการลงทุนแบบคัดเลือกเป็นรายประเทศและรายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Semiconductor เนื่องจากเศรษฐกิจจีนยังเผชิญความท้าทายจากภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคที่ฟื้นตัวช้า ส่วนตลาดยุโรปยังคงมุมมองระมัดระวังจากความเปราะบางต่อราคาพลังงาน ความเสี่ยงด้านการเมือง และแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ยังเป็นรองตลาดหลักอื่น
ภายใต้สภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ตราสารหนี้คุณภาพสูงอายุสั้นถึงปานกลางยังคงมีความน่าสนใจจากผลตอบแทนที่อยู่ในระดับดีและช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอให้แก่พอร์ตการลงทุน ขณะที่ทองคำยังมีบทบาทในการกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ

