ผถห. ASW ไฟเขียวปันผล “หุ้น-เงินสด” – ออกหุ้นกู้ 2 พันลบ. รับแผนขยายธุรกิจ

ผถห. ASW อนุมัติจ่ายปันผล “หุ้น-เงินสด” พร้อมไฟเขียวออกหุ้นกู้ 2 พันลบ. รับแผนขยายธุรกิจ ฟากซีอีโอยันรายได้ปีนี้โตตามเป้า 20%


นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW ผู้พัฒนาอสังหาฯ รุ่นใหม่ เติบโตด้วยกลยุทธ์ “Best Choice” เปิดเผยว่า การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2564 ในรูปแบบผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เพื่อความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยในที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานในงวด 1 ม.ค. – 30 มิ.ย.2564 จากกำไรสุทธิ โดยจ่ายเป็นหุ้นสามัญของบริษัทให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 8 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นปันผล จำนวนไม่เกิน 95,125,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท หรือ คิดเทียบเป็นมูลค่าเท่ากับอัตราการจ่ายปันผล 0.12500 บาทต่อหุ้น รวมมูลค่าทั้งสิ้น 95,125,000 บาท

ขณะที่จ่ายปันผลเป็นเงินสดในอัตรา 0.02206 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 16,787,660 บาท รวมการจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.14706 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่า 111,912,660 บาท  ซึ่งกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น(Record Date) ในวันที่ 26 สิงหาคม 2564 และจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 4 ตุลาคม 2564

รวมทั้งที่ประชุมอนุมัติให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ทุกประเภทและทุกรูปแบบ เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ เงินทุนหมุนเวียน ชำระหนี้คืน หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆของบริษัทฯ และบริษัทในเครือ

“แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และยังคงมีมาตรการกึ่งล็อคดาวน์ ก็ต้องขอบคุณผู้ถือหุ้นที่เชื่อมั่น และไว้วางใจบริษัทฯในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการจ่ายเงินปันผลในรูปแบบหุ้นปันผลและเงินสดครั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้น ASW หลังจากที่ได้เข้าจดทะเบียนใน SET ตั้งแต่เดือน เมษายน 2564 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี 

ส่วนการเสนอขายหุ้นกู้นั้น เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง และรองรับโอกาสที่เพิ่มขึ้นอีกหลากหลายรูปแบบในการขยายธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะช่วยสนับสนุนศักยภาพในการสร้างความมั่นคง และเสถียรภาพ สำหรับการประกอบธุรกิจในระยะยาว นับเป็นสิ่งที่สำคัญอันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้นในอนาคต” นายกรมเชษฐ์ กล่าว

นายกรมเชษฐ์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ เน้นให้ความสำคัญ ในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการใหม่ๆ  และมั่นใจว่ายังสามารถเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยปีนี้เติบโตขึ้น 20% จากปีก่อนอยู่ที่ 4,205 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการที่แล้วเสร็จ ทยอยโอนกรรมสิทธิ์ทำให้สามารถรับรู้รายได้

ประกอบด้วย โครงการเคฟ ทียู (Kave TU) มูลค่ารวม 1,800 ล้านบาท โดยมียอดขายกว่า 90% ซึ่งกำลังทยอยโอนกรรมสิทธิ์รับรู้รายได้ และโครงการ “โมดิซ สุขุมวิท 50” (Modiz Sukhumvit 50) มูลค่า 2,100 ล้านบาท ซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ปีนี้ รวมทั้งบริษัทมีแผนการขยายธุรกิจโดยมีความร่วมมือใหม่ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมทางการเงิน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้บริษัทฯ มากยิ่งขึ้น

Back to top button