“คณิสสร์” ยัน “NEX-EA” ไร้ขัดแย้ง จ่อทยอยซื้อหุ้นคืน หลังราคาดิ่งหนักรอบ 3 ปี

"คณิสสร์" ยัน "NEX-EA" ไร้ขัดแย้ง หลังมีกระแสข่าวเจอ “ชอร์ตเซล” หนัก ทำราคานิวโลว์รอบ 3 ปี 4 เดือน พร้อมย้ำธุรกิจ “อีวี” ดีต่อเนื่อง จ่อทยอยซื้อหุ้นคืนเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน


นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เปิดเผยถึงกรณีภายหลังจากวันที่ 13 พ.ค. บริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/67 มีกำไรสุทธิ 49.30 ล้านบาท ลดลง 68% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 152.08 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาหุ้น NEX ปรับตัวลงต่อเนื่อง และล่าสุดวันนี้ (20 พ.ค.67) ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 4.46 บาท ลดลง 0.74 บาท หรือ 14.23% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1.29 พันล้านบาท ทำจุดต่ำสุด (นิวโลว์) ในรอบ 3 ปี 4 เดือน เทียบราคาหุ้นยืนที่ระดับ 4.28 บาท (4 ม.ค.64)

โดยสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นผันผวนคาดการณ์ว่ามาจากผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 1/67 ออกมาต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งการขายสินค้าลดลงเป็นไปตามกระแสของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) พอตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดการณ์จึงเกิดการ Short Sale หรือการยืมหุ้นมาขายเพื่อลงทุนในทิศทางขาลง เมื่อหุ้นมีการปรับตัวลดลงอย่างเฉียบพลัน พอถึงจุดหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อนักลงทุน ยอมรับว่าจากสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นเป็นการผิดพลาดทางเทคนิค แต่ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อการลงทุนธุรกิจในบริษัท

“การดำเนินงานของบริษัทค่อนข้างดี ซึ่งช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีการตั้งวงเงินกว่า 300 ล้านบาท ในการทยอยซื้อหุ้น NEX คืนด้วยเช่นกัน สะท้อนว่าบริษัทและผู้บริหารยังมั่นใจในพื้นฐานของธุรกิจ เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่ตั้งวงเงินเพื่อซื้อหุ้นคืน และมั่นใจรายได้ปีนี้ยังเป้าหมายเดิมที่ 2 หมื่นล้านบาท” นายคณิสสร์ กล่าว

นายคณิสสร์ กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่านักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) ยังมีความเชื่อมั่นจากที่พิจารณางบลงทุน และการดำเนินงานของบริษัทที่สะท้อนว่าการดำเนินธุรกิจดีต่อเนื่อง เพียงแต่บริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นักลงทุนจึงอ่อนไหวต่อราคาหุ้นที่ผันผวน เชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในระยะสั้นและในระยะยาวจะไม่มีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เป็นปัญหาด้านลบเกิดขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังวางงบลงทุนราว 100-200 ล้านบาทเพื่อตั้งโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์

นอกจากนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายยอดขายปีนี้ที่ 5,556 คัน ซึ่งไตรมาส 1/67 มีการส่งมอบรถยนต์แล้ว 591 คัน คิดเป็น 10% ของยอดการส่งรถทั้งหมด และมีอัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Profit) อยู่ที่ 181 ล้านบาท ยอดขาย 2,487 ล้านบาท คิดเป็น 7% ของตัวเลขยอดขาย ซึ่งต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ แต่ทิศทางดังกล่าวเป็นไปตามอุตสาหกรรมนี้ในเชิงพาณิชย์ เพราะไตรมาส 1 จะเป็นช่วงที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณของราชการ ขณะเดียวกัน คาดการณ์ว่าในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จะมียอดขายมากขึ้นตามไฮซีซั่นธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบสถิติปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงงานรถ 7 โรงงาน โดยที่มีนักลงทุนจากจีนมาตั้งกำลังการผลิต 7 แสนคันต่อปี คิดเป็นเฉลี่ยแล้ว 1 แสนคันต่อโรงงาน และช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีการผลิต 2 แสนกว่าคัน ซึ่งยอดขายตั้งแต่เดือนม.ค.-เม.ย.67 ขายออกอยู่ที่ 19,000 คัน ซึ่งไม่ถึง 10% แต่เป็นตัวเลขใกล้เคียงที่บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 5,556 คัน และมากกว่าพื้นฐานทั่วไป

ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า มีการทำชอร์ตเซลล์จากคนใน EA นั้นนาย นายคณิสสร์ ยืนยันว่า NEX และ EA ไม่มีความขัดแย้งประเด็นเรื่องหุ้นเพราะทั้งสองบริษัทเป็นเหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยราคาหุ้นที่ร่วงหนักจากการถูกช็อตเซลล์ เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลันในเวลาไม่ถึง 2 วัน และขณะนั้น นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EA อยู่ต่างประเทศ พร้อมย้ำว่าธุรกิจมีความแข็งแกร่ง และผู้บริหารกำลังพยายามทยอยเก็บหุ้นที่หายไปกลับคืนมา

นายคณิสสร์ กล่าวด้วยว่า ช่วงปลายปี 67 คาดการณ์ว่าผลประกอบการจะดีขึ้น ขณะเดียวกันมาตรการภาครัฐออกมากระตุ้นการส่งเสริมการใช้รถเชิงพาณิชย์ เช่น ให้หักภาษี 2 เท่า สำหรับรถยนต์ที่ผลิตในไทยโดยที่ไม่มีกำหนดเพดาน ปัจจัยนี้จะสนับสนุนให้กลุ่มบริษัทต่างๆ หันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น

ทั้งนี้ ผลประกอบการบริษัทไตรมาส 1/67 มีกำไรสุทธิ 49.30 ล้านบาท ลดลง 68% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 152.08 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ลดลง จากการขายและส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าลดลง ขณะที่รายได้ไตรมาส 1/67 อยู่ที่ 2,486.50 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 3,210.63 ล้านบาท หรือลดลง 23%

“ส่วนใหญ่เป็นการลดลงของธุรกิจเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ จำนวน 694.94 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาสที่ 1/67 บริษัทจำหน่ายรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ประเภทรถบัส 11 เมตร ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน จำนวน 386 คัน รถรุ่นนี้เป็นรถที่มีมูลค่าสูง ดังนั้น จึงส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของกลุ่มกิจการที่ลดลง” นายคณิสสร์ กล่าว

ด้าน นายสมโภชน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EA กล่าวว่า ช่วงที่เกิดเหตุการณ์นี้ตนไม่ได้อยู่เมืองไทย อยากจะยืนยัน 2 ประเด็นคือ 1.การที่ราคาหุ้นลงคือการเปลี่ยนมือระหว่างผู้ซื้อผู้ขายไม่เกี่ยวกับบริษัท ซึ่งดำเนินธุรกิจทุกอย่างเหมือนเดิม แต่บังเอิญมีการชอร์ตเซลล์ลงมาก็เป็นเรื่องของผู้ถือหุ้น ส่วนของ EA ยังถือหุ้นเหมือนเดิม เพราะเชื่อว่าที่ทำธุรกิจมาทั้งหมดนั้นถูกทาง อุตสาหกรรมรถอีวีมีความพร้อม เร็วบ้าง ช้าบ้าง หากดูผลิตภัณฑ์ NEX มีโปรดักส์เยอะไม่ได้ขายเฉพาะลุ่ม และเริ่มต้นการดำเนินงานด้วยการเริ่มใช้งานก่อน เมื่อมีความน่าเชื่อถือลูกค้ามาซื้อกับบริษัทที่มีโรงงานในไทย ระบบการจัดการกระจายทั่วประเทศ รวมถึงสนับสนุนเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งมีระบบการจัดการกระจายทั่วประเทศ

“EA ยังซัพพอร์ต NEX เหมือนเดิม เพราะเป็นจิ๊กซอว์ที่ยังทำให้อีโคซิสเต็มของอีเอเดินหน้าต่อไป ยืนยันไม่ได้ทะเลาะกัน ตอนเกิดเรื่องผมอยู่ต่างประเทศ บริษัทนี้เป็นบริษัทที่เขาสร้างมา ถ้าเขาทำไม่ได้จะหนีไปอยู่เมืองไทยจะลำบาก ทำมาทั้งชีวิตจะมาเสียตอนแก่ก็คงไม่ใช่ เรายืนยันเดินตามนโยบายต่อไป จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือการปรับนโยบายของโครงสร้างแน่นอน เพราะพันธมิตรที่มียังเยอะอยู่ ส่วนของอีเอก็ถืออยู่ 40% จึงยืนยันว่าไม่เปลี่ยน” นายสมโภชน์ กล่าว

Back to top button