
GPSC เด้ง 2% หลังปิดดีล RPCL ดันสัดส่วนถือหุ้น 24.38% รับกำไรพิเศษ 450 ล้านบาท
GPSC ราคาหุ้นปรับขึ้น 2% หลังปิดดีลซื้อหุ้น RPCL เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.68 ดันสัดส่วนถือหุ้นเป็น 24.38% จ่อบุ๊กกำไรพิเศษไตรมาส 4/68 จำนวน 450 ล้านบาท และมีโอกาสได้แรงหนุน sentiment จากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลงในอนาคต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 ธ.ค.68) ราคาหุ้นบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ณ เวลา 10:15 น. อยู่ที่ระดับ 36.25 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 2.11% ราคาสูงสุด 36.50 บาท ราคาต่ำสุด 35.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 77.38 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า GPSC ได้แจ้งว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินการซื้อหุ้นของบริษัท ราชบุรีเพาเวอร์ (RPCL) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 24.38 จากเดิมร้อยละ 15.00 โดยธุรกรรมดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 470 ล้านบาท
RPCL เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ในสถานะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (Independent Power Producer หรือ IPP) และมีกำลังการผลิตรวม 1,400 เมกะวัตต์ หรือ 1,400 เมกะวัตต์ การเข้าลงทุนครั้งนี้ส่งผลให้การรับรู้ผลประกอบการของ RPCL มีการเปลี่ยนสถานะจาก “เงินลงทุนในตราสารทุน” เป็น “บริษัทร่วม” ของบริษัท GPSC
เบื้องต้น ฝ่ายวิเคราะห์มองเป็นบวกต่อการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นและกำลังการผลิตไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนกำไรของบริษัทในระยะยาว ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับประมาณการกำไรสำหรับปีหน้า โดยนักวิเคราะห์กำลังทบทวนตัวเลขและรายละเอียดเพิ่มเติมจากการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมดังกล่าวคาดว่าจะทำให้บริษัทฯ รับรู้กำไรพิเศษทางบัญชีประมาณ 450 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.16 บาทต่อหุ้น
นอกจากนี้ ประเด็นการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน RPCL ยังถูกคาดหมายว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาหุ้นในระยะสั้น อีกทั้งยังมีปัจจัยภายนอกหลายด้านที่ช่วยหนุนให้เกิด sentiment เชิงบวกต่อผลประกอบการของบริษัทในหลายมิติ โดยบริษัทฯ ยังมีโอกาสรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติของบริษัทฯ ลดลงในอนาคต
อย่างไรก็ดี ฝ่ายนักวิเคราะห์มุมมองบวก ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาพื้นฐานไว้ที่ 46.00 บาทต่อหุ้น จากปัจจัยสนับสนุนที่กล่าวมา รวมถึงราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงก่อนหน้านี้ซึ่งสะท้อนปัจจัยลบด้านค่าไฟฟ้าไปแล้ว ส่งผลให้โอกาสการปรับขึ้น (upside) เปิดกว้างมากขึ้น และทำให้กรอบโอกาสการเติบโตของราคา (upside potential) ยังมีความน่าสนใจ
