
บล.ดีบีเอส มองเป้า SET สิ้นปี 69 แตะ 1,500 จุด แนะลงทุน “หุ้นพื้นฐานแกร่ง-ปันผลสูง”
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ประเมิน SET สิ้นปี 2569 แตะ 1,500 จุด มอง Valuation ยังไม่แพง หาก Fund Flow ไหลกลับมีโอกาสฟื้น แนะเน้นหุ้นพื้นฐานดี กลุ่มแบงก์ โครงสร้างพื้นฐาน และท่องเที่ยว
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นปี 2569 อยู่ที่ระดับ 1,500 จุด โดยมองว่าระดับดังกล่าวยังไม่แพง เมื่อพิจารณาจากค่า Forward P/E ซึ่งอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวราว -0.5 Standard Deviation
ทั้งนี้ หากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย มีโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นได้ต่อ โดยสมมติฐานการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ที่ใช้ในการประเมินอยู่ที่ประมาณ 7% ซึ่งถือว่าไม่สูง เมื่อเทียบกับประมาณการของตลาด (Consensus) ที่อยู่ราว 10%
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แนะนำให้เน้นหุ้นที่ราคายังไม่ปรับขึ้นแรง และยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยยังให้น้ำหนักการลงทุนแบบอิงปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) เป็นหลัก กลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่
กลุ่มธนาคาร จากการที่หลายธนาคารปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) เนื่องจากภาวะตลาดยังไม่เอื้อต่อการขยายสินเชื่อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ในระดับค่อนข้างดี ราว 6–9%
กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งซบเซามาเป็นเวลานาน หากมีเสถียรภาพทางการเมืองและรัฐบาลสามารถเดินหน้านโยบายได้จริง มีโอกาสเห็นการฟื้นตัว
หุ้นขนาดใหญ่ (Large Cap) ที่มีพื้นฐานดี หลายตัวราคาปรับลงแรงในช่วงก่อนหน้า หาก Fund Flow กลับเข้ามา จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของราคา ซึ่งในช่วง 2 วันที่ผ่านมาเริ่มมีสัญญาณดังกล่าว
กลุ่มท่องเที่ยว โดยปีนี้มองว่าภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัว ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 35 ล้านคน ถือเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
ในส่วนมุมมองเศรษฐกิจโลก คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวมประมาณ 1.25% ภายในปีนี้ แม้ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐจะไม่ได้ร้อนแรงมากนัก แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่งมากกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้โอกาสการลดดอกเบี้ยอาจน้อยกว่าการประเมินเดิม โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดอยู่ราว 3.75% และหากลดลงตามคาด จะอยู่ต่ำกว่า 3.5%
ขณะที่ นายเวย์ ฟุก โหว (Mr. Wey Fook Hou) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (Chief Investment Officer) ธนาคาร DBS กล่าวว่า ในงาน DBS 1Q26 Insights : The Long Game ว่า ปี 2025 เป็นปีที่ทดสอบความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเป็นปีที่ผลตอบแทนตอบแทนผู้ที่มีวินัยในการลงทุน แม้ผลลัพธ์จะไม่สม่ำเสมอ
ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของความเสี่ยงด้านฐานะการคลัง (Fiscal Dominance) จากการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องและระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจบดบังบทบาทของนโยบายการเงิน รวมถึงความกังวลต่อความเป็นอิสระของ Fed ที่อาจกระตุ้นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และทำให้นักลงทุนเรียกร้อง Risk Premium ที่สูงขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับการปกป้องมูลค่าพอร์ต โดยเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์จริง เช่น โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และโลหะมีค่า ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าในช่วงวัฏจักรเงินเฟ้อ
ในปี 2569 การลงทุนในหุ้นควรใช้แนวทางเชิงคัดเลือก (Selective) โดยเน้นหุ้นในภูมิภาค Asia ex-Japan จากมูลค่าที่น่าสนใจและค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่า หุ้นกลุ่มกลาโหมยุโรปจากการเสริมกำลังของ NATO รวมถึงหุ้นกลุ่ม AI Adapters ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพองค์กร
ด้านตราสารหนี้ แนะนำให้น้ำหนักตราสารหนี้ระดับ Investment Grade มากกว่า High Yield ท่ามกลาง Spread ที่ตึงตัว และความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเน้นตราสารหนี้คุณภาพระดับ A/BBB อายุ 5–7 ปี รวมถึงเพิ่มสัดส่วนในตราสารภาครัฐ เช่น Treasury Inflation-Protected Securities (TIPS) และ Mortgage-Backed Securities
ขณะที่สินทรัพย์ทางเลือก สินค้าโภคภัณฑ์ยังได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าและแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง โดยโลหะอุตสาหกรรม เช่น ทองแดง และแร่หายาก มีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ส่วนราคาทองคำยังมีแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านการคลัง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยพยุงราคาทองคำตลอดปี 2569

