
THCOM โชว์งบปี 68 พลิกกำไร 40 ล้าน รับรู้โปรเจ็กต์ GISTDA ต้นทุนการเงิน-ค่าใช้จ่ายลด
THCOM พลิกกำไรปี 68 แตะ 40 ลบ. รายได้รวมพุ่ง 13.1% ทะลุ 2,737 ลบ. รับรู้รายได้ GISTDA-คู่ค้าหลัก ขณะที่ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารปรับตัวลดลง
บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM รายงานผลการดำเนินงานงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่จำนวน 40 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถพลิกกลับมามีกำไรเมื่อเทียบกับผลขาดทุนจำนวน 23 ล้านบาทในปี 2567 สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังคงสามารถรักษาความสามารถในการสร้างกำไรสุทธิได้ แม้จะต้องเผชิญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งส่งผลให้บริษัทต้องรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่รายการดังกล่าวเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสดและไม่สะท้อนถึงผลการดำเนินงานหลักของบริษัท
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมจากการขายและการให้บริการ รายได้ค่าก่อสร้าง และรายได้อื่นรวมทั้งสิ้นจำนวน 2,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจำนวน 316 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.1% จากรายได้รวมจำนวน 2,420 ล้านบาทในปี 2567 ปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการแก่คู่ค้ารายหนึ่งจำนวน 317 ล้านบาท (รายละเอียดตามหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อที่ 20) รวมถึงความสำเร็จในการลงนามสัญญากับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เพื่อเป็นผู้จัดหาระบบจานสายอากาศและระบบปฏิบัติการภาคพื้นดินสำหรับรับสัญญาณและควบคุมกลุ่มดาวเทียม THEOS ซึ่งในปี 2568 มีรายได้ตามความคืบหน้าของโครงการจำนวน 153 ล้านบาท ตอกย้ำความเป็นผู้นำและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดาวเทียมกว่า 30 ปี
ในส่วนของกำไรจากการดำเนินงานสำหรับปี 2568 อยู่ที่ 401 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจำนวน 291 ล้านบาท หรือเติบโต 267.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ทำได้ 109 ล้านบาท การเติบโตนี้ได้รับปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ควบคู่กับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ หากพิจารณาเฉพาะธุรกิจด้านดาวเทียม บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานที่ไม่รวมธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับดาวเทียมและส่วนแบ่งขาดทุนจากธุรกิจโทรคมนาคมสูงถึง 432 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติ 31 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพในการทำกำไรที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลัก
ด้านรายได้จากการให้บริการดาวเทียมและบริการที่เกี่ยวเนื่องในปี 2568 อยู่ที่ 2,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% จากปีก่อน โดยบริษัทยังคงให้บริการลูกค้าต่อเนื่องทั้งด้านบรอดคาสต์และบรอดแบนด์ ภายใต้ดาวเทียมไทยคม 7, ไทยคม 8 และการให้บริการแบนด์วิดท์บนดาวเทียมไทยคม 4, ไทยคม 6 จากบริษัท เอ็นที และพันธมิตรต่างประเทศ นอกจากนี้ บริษัทได้เสริมความแข็งแกร่งในตลาดอินเดียผ่านความร่วมมือกับ Hughes Communications India Private Limited และ Nelco Limited เพื่อยกระดับบริการบรอดแบนด์ในภาคอุตสาหกรรมสำคัญ ทั้งการเงิน พลังงานหมุนเวียน การทำเหมืองแร่ และการสื่อสารทางทะเล
ขณะเดียวกัน บริษัทประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจบริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Geospatial Intelligence: GEOINT) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตดีในระยะยาว ผ่านโครงการร่วมกับภาครัฐและเอกชน อาทิ แพลตฟอร์มติดตามร่องรอยการเผาไหม้ในไร่อ้อยให้แก่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.), โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรให้แก่สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.), โครงการโดรนให้แก่ GISTDA และโครงการ CarbonWatch ที่ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC), บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง (CPAC) ในเครือเอสซีจี และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ทางด้านต้นทุนและค่าใช้จ่าย บริษัทมีต้นทุนขายและการให้บริการรวม 1,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่หากไม่รวมต้นทุนค่าก่อสร้าง ต้นทุนขายและการให้บริการปรับตัวลดลงจากการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 15.9% เหลือ 749 ล้านบาท และต้นทุนทางการเงินลดลง 28.8% เหลือ 91 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้ยืม นอกจากนี้ บริษัทมีรายได้อื่นจำนวน 262 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเพียง 8 ล้านบาท เนื่องจากมีการบันทึกกำไรจากการตัดจำหน่ายเจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอาคารและอุปกรณ์จำนวน 235 ล้านบาท เนื่องจากหมดภาระผูกพันตามสัญญา
ส่วนแบ่งกำไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุนในการร่วมค้าปี 2568 มีจำนวนขาดทุน 39 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากผลขาดทุนใน บริษัท ลาว เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ มหาชน (LTC) แม้รายได้และกำไรของ LTC จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินของ บริษัท เชนนิงตัน อินเวสเม้นท์ส พีทีอี จำกัด (Chen) และค่าเงินกีบ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวบริษัทได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายปรับโครงสร้างราคาค่าบริการโทรคมนาคมของ สปป.ลาว ซึ่งจะช่วยให้ส่วนแบ่งผลขาดทุนฟื้นตัวและมีแนวโน้มพลิกกลับมาเป็นกำไรได้ในอนาคต


