
SJWD ลุ้นกำไรปี 69 แตะ 1.21 พันลบ. ขยายคลังสินค้า-ห้องเย็นหนุน โบรกชูเป้า 7.60 บ.
บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ “ซื้อ”SJWD ราคาเป้า 7.60 บาท คงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่ 1,213 ล้านบาท โต 10.7% จากรายได้และมาร์จิ้นที่ดีขึ้น เน้นขยายโลจิสติกส์ต่างประเทศ–คลังสินค้า–ห้องเย็น ขณะราคาหุ้นร่วงกว่า 60% ในรอบ 3 ปี ปัจจุบันเทรดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว มองผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/2568 ทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนที่ 255.7 ล้านบาท ลดลง 0.8% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้ กำไรดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากกำไรขายสินทรัพย์คลังสินค้าภายใต้บริษัทร่วมทุน Alpha เข้ากองทรัสต์ราว 20 ล้านบาท ขณะที่กำไรปกติคาดอยู่ที่ 235.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.4% จากไตรมาสก่อน และ 21.8% จากปีก่อน จากการฟื้นตัวของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเป็น 114 ล้านบาท หลังไม่มีรายการพิเศษเชิงลบเหมือนไตรมาส 3/2568 ทั้งนี้ รายได้และอัตรากำไรขั้นต้นคาดทรงตัว ขณะที่ค่าใช้จ่าย SG&A ที่สูงขึ้นตามฤดูกาล ถูกชดเชยด้วยส่วนแบ่งกำไรที่ดีขึ้น
สำหรับปี 2568 แม้เผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวช้า ภาษีการค้า และปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติทั้งปีเพิ่มเป็น 1.1 พันล้านบาท เติบโต 39.1% จากปีก่อน จากการลดค่าใช้จ่ายขายและบริหาร และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่แข็งแกร่งขึ้น รายได้รวมคาดเติบโต 2.5% จากธุรกิจคลังสินค้า ห้องเย็น และโลจิสติกส์ต่างประเทศที่ช่วยชดเชยความอ่อนแอของกลุ่มยานยนต์ อัตรากำไรขั้นต้นคาดอยู่ที่ 13.8% สูงกว่าปีก่อนเล็กน้อย ขณะที่กำไรสุทธิคาด 1.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9%
ส่วนในช่วงปี 2566–2568 หลังรวมกิจการ SCG Logistics รายได้ SJWD ทรงตัวในกรอบ 24,000–25,000 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยราว 3% ต่อปี แต่อัตรากำไรดีขึ้น ส่งผลให้กำไรปกติเติบโตเฉลี่ยราว 9% ต่อปี จากการควบคุมค่าใช้จ่ายและส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วม
สำหรับปี 2569 คงประมาณการกำไรปกติที่ 1,213 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% จากปีก่อน โดยแรงขับเคลื่อนมาจากรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น บริษัทจะเน้นขยายธุรกิจโลจิสติกส์ต่างประเทศ ควบคู่การขยายพื้นที่คลังสินค้าและห้องเย็นทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมค่าใช้จ่าย
ฝ่ายวิจัยระบุว่า ราคาหุ้นปรับตัวลงกว่า 60% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวกว่า 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยปี 2569 คาด P/E อยู่ที่ 11 เท่า และ P/BV เพียง 0.6 เท่า มองว่าผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/2568 แล้ว และมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”

