
RABBIT โชว์งบปี 68 พลิกกำไรพันล้าน รับรายได้พุ่ง 42% บุ๊กขายเงินลงทุน-โอนคอนโด
RABBIT งบปี 68 พลิกกำไรแตะ 1,076 ล้านบาท รับรายได้พุ่ง 42.3% แตะ 7,837 ล้านบาท หลังบุ๊กกำไรขายเงินลงทุน-โอน "เดอะ เรสซิเดนเซส 38" พร้อมคุมค่าใช้จ่าย-ต้นทุนการเงินลดลง
บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RABBIT รายงานผลการดำเนินงานงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
โดยบริษัทฯ สามารถพลิกมีกำไรสุทธิ 1,076 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 522 ล้านบาท โดยมีรายได้รวมจำนวน 7,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,328 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 42.3 เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีรายได้รวม 5,509 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้รายได้รวมปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยและการร่วมค้า จำนวน 1,362 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการจำหน่าย Diplomat Prague และ KE ในปี 2568 รวมถึงมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง จำนวน 657 ล้านบาท จากการโอนโครงการเดอะ เรสซิเดนเซส 38 และการเพิ่มขึ้นของกำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงิน จำนวน 197 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากเงินลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินของธุรกิจประกันชีวิต
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของรายได้ดังกล่าวถูกหักกลบบางส่วนด้วยการลดลงของรายได้จากการประกอบกิจการโรงแรม จำนวน 79 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของอัตราการเข้าพักของโรงแรมในประเทศไทยและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย รวมถึงรายได้ค่าเช่าที่ลดลงจำนวน 75 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 6.0 เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการขายอาคารสำนักงานทีเอสที ทาวเวอร์ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2567
ในส่วนของค่าใช้จ่ายรวมมีจำนวน 4,711 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ระดับ 4,710 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริการประกันภัย จำนวน 231 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 36.8 เนื่องจากสัญญาประกันภัยที่มีผลขาดทุนลดลง รวมถึงขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง 120 ล้านบาท และขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 95 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 58.3 แต่ถูกชดเชยบางส่วนด้วยต้นทุนจากการขายอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น 522 ล้านบาท จากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโครงการเดอะ เรสซิเดนเซส 38 และค่าใช้จ่ายในการขายและบริการเพิ่มขึ้น 73 ล้านบาท หรือร้อยละ 24.3
นอกจากนี้ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า จำนวน 457 ล้านบาท พลิกจากปีก่อนที่มีส่วนแบ่งกำไร 236 ล้านบาท โดยในปี 2568 ประกอบด้วยการลงทุนในการร่วมค้าอื่นๆ ขาดทุน 521 ล้านบาท และเงินลงทุนใน บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ขาดทุน 2 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ได้รับการชดเชยบางส่วนจากส่วนแบ่งกำไรในโครงการร่วมทุนกับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ “แสนสิริ” จำนวน 59 ล้านบาท จากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด และการร่วมค้ากับ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เมธา จำกัด หรือ “เมธา” จำนวน 7 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 1,131 ล้านบาท ลดลง 85 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.0 จากการชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน

