
GCAP GOLD แนะจับตาประชุมเฟด-ตัวเลข GDP สหรัฐ หนุนราคาทองยืนเหนือ 5,000 เหรียญ
GCAP GOLD เผยทองคำรับอานิสงส์บอนด์ยีลด์ร่วง หลังตลาดคาดเฟดลดดอกเบี้ย 3 ครั้งปีนี้ จับตาตัวเลข GDP และ PCE ศุกร์นี้ชี้ชะตาทิศทางเศรษฐกิจ พร้อมมอนิเตอร์ปมสหรัฐฯ-อิหร่าน หนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้นักลงทุนทั่วโลกยังคงให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดต่อการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยในคืนวันพุธนี้จะมีการรายงานบันทึกการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะสะท้อนมุมมองภายในของคณะกรรมการเฟดเพิ่มเติมว่ามีโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากขึ้นเพียงใด ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวมกันถึง 63 bps และมีโอกาสสูงถึง 50% ที่จะเกิดการลดดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ ด้วยมุมมองเชิงบวกดังกล่าวส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 3.40% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา กลายเป็นแรงพยุงสำคัญที่ช่วยประคองราคาทองคำไม่ให้ปรับตัวลงลึก และเอื้อให้การฟื้นตัวเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
นอกจากนี้ ประเด็นไฮไลท์สำคัญที่ตลาดให้ค่าน้ำหนักจะอยู่ในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากวันศุกร์นี้จะมีการประกาศทั้งตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่สำคัญ โดยหาก GDP ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.8% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.4% ประกอบกับดัชนี PCE ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเป็นการตอกย้ำภาพรวมเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลง และเพิ่มน้ำหนักต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปี ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในระยะกลาง อย่างไรก็ตาม หาก GDP ยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง และ PCE ไม่ได้ปรับลดลงตามที่คาดการณ์ อาจทำให้ตลาดลดความหวังเรื่องการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อราคาทองคำได้เช่นกัน
“ราคาทองคำกลับมาสร้างความน่าสนใจอีกครั้ง ด้วยการพลิกกลับมายืนเหนือระดับจิตวิทยาสำคัญที่ $5,000 โดยได้รับแรงหนุนจากการรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่ชะลอตัวลงสู่ระดับ 2.4% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันเงินเฟ้อกำลังคลายตัวลงอีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนมองว่าเฟดจะมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้มากขึ้น” นางสาวอารีรัตน์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะส่งสัญญาณคาดหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านได้ภายในเดือนหน้า แต่ในทางปฏิบัติยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากมีรายงานการเสริมกำลังกองเรือรบสหรัฐฯ เข้าไปในภูมิภาคเพิ่มเติม ทำให้เกิดการจับตาว่าอาจเป็นทั้งแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์หรือการเตรียมความพร้อมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้สถานการณ์ดังกล่าวยังต้องติดตามจนกว่าจะมีข้อตกลงที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังคงมีความตึงเครียด จะกลายเป็นแรงหนุนให้เกิดแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยทันที
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้ ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าราคาทองคำยังคงอยู่ในทิศทางที่ทยอยยกฐานสูงขึ้น แต่กรอบการแกว่งตัวเริ่มแคบลง ทำให้มีโอกาสเห็นการเลือกทิศทางที่ชัดเจนขึ้น โดยมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ $5,100 ซึ่งหากราคาสามารถทะลุผ่านโซนดังกล่าวได้ จะถือเป็นสัญญาณบวกและมีโอกาสขึ้นไปทดสอบระดับ $5,275 แต่หากไม่ผ่านแนวต้าน แนะนำให้ “รอจังหวะย่อตัวแล้วค่อยเข้าสะสม” โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ $4,900 และ $4,775 ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม หากราคาหลุดต่ำกว่าระดับแนวรับดังกล่าว อาจทำให้ราคาเกิดความผันผวนในระยะสั้น ซึ่งในกรณีที่มีปัจจัยลบกดดัน ราคามีโอกาสถอยลงไปสร้างฐานใหม่บริเวณ $4,525 หรือ $4,400 แต่หากไม่มีข่าวลบที่ชัดเจน ภาพรวมยังคงให้น้ำหนักการแกว่งตัวสร้างฐานเพื่อรอจังหวะปรับตัวขึ้นต่อ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศ (ทองไทย) ให้โซนแนวรับสำคัญที่ 72,500 – 70,200 บาท และแนะนำให้แบ่งขายทำกำไรเพื่อบริหารความเสี่ยง หากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้าน 75,000 บาท ไปได้

