
SCC ร่วง 10% เซ่นปิดโรง ROC รับมือวิกฤตฮอร์มุซ วัตถุดิบนำเข้าหาย 30%
SCC ร่วง 10% หลังSCG ประกาศ Force Majeure ปิดโรงงาน ROC ชั่วคราว จากผลกระทบการปิด Strait of Hormuz ทำให้วัตถุดิบนำเข้าหายราว 30% โบรกประเมินกระทบกำไรระยะสั้น แต่ธุรกิจอื่นยังช่วยพยุงผลประกอบการของกลุ่ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 มี.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ณ เวลา 11:05 น. อยู่ที่ระดับ 167.00 บาท ลบ 19.00 บาท หรือ 10.22% สูงสุดที่ระดับ 172.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 163.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,379.35 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่า SCC ซึ่งมีบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC เป็นบริษัทย่อย เป็นหนึ่งในโรงงานปิโตรเคมีอย่างน้อย 7 แห่งที่ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) จากผลกระทบการปิดเส้นทางเดินเรือใน Strait of Hormuz
ปัจจุบัน SCGC มีโครงสร้างการจัดหาวัตถุดิบจากต่างประเทศประมาณ 70% โดยในจำนวนดังกล่าวราว 70% ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้วัตถุดิบที่จะเข้าสู่โรงงานปิโตรเคมีในเดือนมีนาคมลดลงประมาณ 30%
จากสถานการณ์ดังกล่าว SCGC จึงตัดสินใจประกาศ Force Majeure และปิดโรงงาน ROC ชั่วคราว เพื่อให้วัตถุดิบที่มีอยู่เพียงพอสำหรับการเดินเครื่องโรงงาน Cracker อีก 2 แห่ง โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่า หากโรงงาน ROC ต้องหยุดดำเนินการเป็นเวลา 1 เดือน จะส่งผลกระทบต่อกำไรราว 170–200 ล้านบาท หรือประมาณ 2% ของประมาณการกำไรทั้งปี ขณะที่ธุรกิจอื่นของ SCC ได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากไม่ได้ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบหลัก
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ Trinity Securities Company Limited ระบุว่า SCC ได้จัดการประชุมชี้แจงนักวิเคราะห์แบบเร่งด่วน (Quick Call) เพื่ออัปเดตผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและการติดขัดของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของวัตถุดิบและสินค้าปิโตรเคมีโลก
ฝ่ายบริหารของ SCGC เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทจัดหาวัตถุดิบจากในประเทศประมาณ 30% และนำเข้าราว 70% โดยวัตถุดิบนำเข้าประมาณ 70% ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงต่อเส้นทางดังกล่าวค่อนข้างสูง ทั้งนี้บริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน และพบว่าวัตถุดิบที่จะเข้าสู่กระบวนการผลิตในเดือนมีนาคมหายไปประมาณ 30% จึงจำเป็นต้องปรับแผนการผลิตทันที
เบื้องต้น SCGC ได้ตัดสินใจหยุดเดินเครื่องโรงงาน Cracker ในประเทศไทย 1 หน่วย เพื่อยืดอายุการใช้วัตถุดิบที่เหลืออยู่ โดยภายในช่วงปลายสัปดาห์นี้จะเหลือการเดินเครื่อง Cracker เพียง 1 หน่วยในประเทศไทย ขณะที่โครงการ LSP ในประเทศเวียดนามได้รับผลกระทบจำกัดกว่า เนื่องจากใช้วัตถุดิบประเภทก๊าซประมาณ 70% และของเหลวหรือแนฟทาอีกประมาณ 30%
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเปิดใช้งานได้จนถึงปลายเดือน มีความเป็นไปได้ว่าโรงงาน Cracker ทั้งในประเทศไทยและเวียดนามอาจต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดเดินเครื่องเพิ่มเติมในช่วงกลางเดือนถัดไป
ฝ่ายบริหารยังระบุว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับ SCC เพียงรายเดียว แต่ผู้ผลิตปิโตรเคมีในหลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ต่างเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ (Feedstock Shortage) และเริ่มมีการประกาศเหตุสุดวิสัยในวงกว้าง
ฝ่ายวิจัยมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลลบต่อ SCC ในระยะสั้นในเชิงปริมาณการผลิต โดยเฉพาะในส่วนของ SCGC เนื่องจากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบและการขนส่งทำให้บริษัทต้องลดการเดินเครื่องก่อน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อกำไรสุทธิอาจไม่รุนแรงเท่าที่ตลาดกังวล เนื่องจากการหยุดชะงักของอุปทานเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและโพลิเมอร์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจช่วยชดเชยผลกระทบจากปริมาณการผลิตที่ลดลงได้บางส่วน
ขณะเดียวกัน โครงสร้างธุรกิจของ SCC ที่ยังมีธุรกิจซีเมนต์ บรรจุภัณฑ์ และกระแสเงินสดจากการลงทุนอื่น ๆ เข้ามาช่วยสนับสนุน ทำให้ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกลุ่มยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือระยะเวลาการปิดหรือการติดขัดของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์คลี่คลายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ผลกระทบต่อ SCC จะเป็นเพียงการหยุดชะงักของการดำเนินงานชั่วคราว แต่หากยืดเยื้อเกินช่วงปลายเดือนถึงกลางเดือนหน้า ความเสี่ยงที่โรงงาน Cracker ทั้งในประเทศไทยและเวียดนามจะต้องหยุดดำเนินการเพิ่มเติมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยรวมฝ่ายวิจัยมองว่าแนวโน้มความเชื่อมั่นต่อ SCC ในระยะสั้นยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนของ SCGC อย่างไรก็ตาม ในภาพใหญ่เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการแข่งขันหรือฐานะทางการเงินของกลุ่ม และหากภาวะช็อกด้านอุปทานยังผลักดันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Product Spread) ต่อเนื่อง อาจทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าความกังวลของตลาด
เบื้องต้นฝ่ายวิจัยประเมินว่าการหยุดเดินเครื่อง Cracker ดังกล่าวอาจกระทบต่อผลประกอบการราว 1,500 ล้านบาทต่อไตรมาส จากกำลังการผลิต Cracker ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี และสมมติฐานมาร์จิ้นประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
ทั้งนี้ ราคาหุ้น SCC ปรับตัวลดลงมากกว่า 20% ภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์จากประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยในระยะสั้นยังมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยปรับลดคำแนะนำลงเป็น “ถือ” แต่ยังคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 225 บาท

