STA บวก 7% รับโบรกชี้ อุปทานยางตึงตัว–ราคาขาขึ้น 3 ปี หนุนเป้าขาย 1.6 ล้านตัน

STA พุ่งแรง 7% รับราคายางขาขึ้นรอบ 3 ปี หลังอุปทานโลกตึงตัวและผลผลิตไทยลดลงต่อเนื่อง ด้านโบรกฯ ฟินันเซีย ไซรัส มั่นใจเป้าขาย 1.6 ล้านตัน หลังราคาน้ำยางข้นทะยาน 37.8% แตะ 72.6 บาท/กก. ชูจุดแข็งระบบจัดการวัตถุดิบผ่านแอปฯ "ศรีตรังเพื่อน" หนุนกำไรแกร่ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 มี.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ณ เวลา 11:39 น. อยู่ที่ระดับ 17.90 บาท บวก 1.10 บาท หรือ 6.55% สูงสุดที่ระดับ 18.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 17.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 316.67 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมยางพารา จากภาวะอุปทานยางในตลาดโลกที่ทยอยปรับลดลง ส่งผลให้ทิศทางราคายางมีแนวโน้มเข้าสู่ขาขึ้นต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ฝ่ายบริหารยังคงความเชื่อมั่นต่อเป้าหมายปริมาณการขายในปี 2569 ที่ระดับ 1.6 ล้านตัน เติบโต 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยปัจจุบันมีคำสั่งซื้อรองรับแล้วในช่วงครึ่งปีแรก แม้ภาพรวมอุปสงค์จะยังไม่แข็งแกร่งมากนัก อย่างไรก็ตาม ระดับสินค้าคงคลังของลูกค้าที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับอุปทานที่ตึงตัว สนับสนุนให้สามารถจำหน่ายสินค้าในราคาที่อ้างอิง SICOM บวกส่วนเพิ่ม (Premium) ได้

ในระยะยาว 1–3 ปีข้างหน้า คาดว่าราคายางจะทรงตัวในระดับสูงถึงมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปทานยางในประเทศไทยที่ปรับลดลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับประเทศผู้ผลิตหลักอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งผลผลิตลดลงเช่นกัน โดยผลผลิตยางไทยลดลงแล้วราว 30% จากปี 2561 และมีโอกาสลดลงถึง 50% ในอีก 3 ปีข้างหน้า ปัจจัยหลักมาจากการเข้าสู่ภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และรุนแรงในปี 2570 รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกยางที่ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกปาล์มน้ำมันซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า

อย่างไรก็ตาม การลดลงของอุปทานอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยฝ่ายบริหารได้เตรียมแผนรองรับผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์ม Sri Trang Friends Application เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดซื้อวัตถุดิบโดยตรงจากเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการจัดซื้อผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าวสูงถึง 99% ของการจัดซื้อทั้งหมด

นอกจากนี้ ราคายางสังเคราะห์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการน้ำยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นตาม โดยราคาน้ำยางข้นล่าสุดอยู่ที่ 72.6 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 37.8% ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ผลิตถุงมือยางที่สามารถปรับสัดส่วนการผลิตจากยางไนไตรล์มาเป็นยางธรรมชาติได้มากขึ้น ส่งผลให้มีความได้เปรียบด้านการแข่งขัน และสามารถปรับราคาขายได้สอดคล้องกับต้นทุน

สำหรับแนวโน้มระยะสั้น ราคายาง SICOM คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 190–210 เซนต์ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับสมดุลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยมีระดับแนวรับที่ประมาณ 175–180 เซนต์ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นต้นทุนของผู้ผลิตในแอฟริกา ขณะที่หากราคาปรับสูงเกิน 210 เซนต์ต่อกิโลกรัม อาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตยางล้อ

ทั้งนี้ มองว่าโอกาสการปรับขึ้นของราคายางในระยะสั้นยังเปิดกว้าง จากปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ราคายางสังเคราะห์ SBR ที่ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 220–240 เซนต์ต่อกิโลกรัม รวมถึงภาวะอุปทานยางธรรมชาติที่ตึงตัวในช่วงปิดฤดูกรีดยางของประเทศไทย (กุมภาพันธ์–พฤษภาคม)

ในเชิงกลยุทธ์ ระยะสั้นยังแนะนำการลงทุนเชิงเก็งกำไรภายใต้กรอบราคาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง อาจส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาหุ้นมีการพักฐาน ก่อนกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งตามปัจจัยพื้นฐานของราคายางในระยะถัดไป

Back to top button