
“ชัยยศ” มอง SET ฟื้น รับสัญญาณ “ตะวันออกกลาง” ใกล้จบ ชูกลุ่ม “นิคม-ไฟแนนซ์-โรงไฟฟ้า” เด่น
“ชัยยศ จิวางกูร” ประเมินหุ้นไทยเปิดไตรมาส 2 ฟื้นตัวจากสัญญาณสงครามตะวันออกกลางใกล้หยุดยิง หนุนนิคม-ไฟแนนซ์-โรงไฟฟ้า ขณะที่พลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นอาจเจอแรงขายทำกำไร หลังปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้
นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 1 เม.ย.69 ว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงเปิดไตรมาส 2/2569 มีทิศทางเป็นบวกมากขึ้น หลังสัญญาณจากสหรัฐฯ และอิหร่านสะท้อนความเป็นไปได้ของการเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อหยุดยิงในตะวันออกกลาง ซึ่งมองว่าจะช่วยคลี่คลายแรงกดดันจากปัจจัยสงคราม และเอื้อต่อการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางทยอยคลี่คลาย กลุ่มหุ้นที่เคยได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มไฟแนนซ์ มีโอกาสเห็นแรงซื้อกลับได้ค่อนข้างดี ขณะที่ภาพรวมดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET มีโอกาสฟื้นตัว โดยประเมินแนวต้านแรกบริเวณ 1,466 จุด และหากผ่านได้ อาจมีโอกาสขึ้นไปทดสอบระดับ 1,480 จุดถัดไป
อย่างไรก็ดี กลุ่มที่เคยได้อานิสงส์จากภาวะสงครามอาจเผชิญแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะหุ้นพลังงานต้นน้ำ เช่น บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เนื่องจากก่อนหน้านี้ราคาหุ้นได้รับแรงหนุนจากความกังวลว่าสงครามอาจยืดเยื้อและผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มโรงกลั่นยังต้องติดตามทิศทางค่าการกลั่นและ Product Spread อย่างใกล้ชิด เพราะหากตัวแปรดังกล่าวเริ่มอ่อนตัวลง อาจนำไปสู่การลดความเสี่ยงหรือทยอยขายทำกำไรได้เช่นกัน
สำหรับการฟื้นตัวรอบนี้ นักวิเคราะห์มองว่าไม่ได้กระจายเท่ากันทุกกลุ่ม แต่กลุ่มที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในมุมมองระยะกลางถึงยาว ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและกลุ่มไฟแนนซ์ โดยกลุ่มนิคมได้รับแรงหนุนจากสัญญาณการลงทุนใหม่ในไทย หลังมีการเปิดเผยว่า Microsoft ได้หารือกับภาครัฐเกี่ยวกับการลงทุน Data Center เพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนว่าเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ยังมีแนวโน้มไหลเข้าต่อเนื่อง
ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์และหุ้นในประเทศบางส่วน อาจได้แรงหนุนเพิ่มจากความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ ภายหลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีความชัดเจนมากขึ้น แม้นักวิเคราะห์มองว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีไม่ได้เป็นปัจจัยที่สร้างความประหลาดใจต่อตลาดมากนัก แต่สิ่งที่ตลาดรอติดตามคือรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแนวทางบรรเทาภาระค่าครองชีพ ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อหุ้น Domestic Play บางกลุ่มในระยะถัดไป
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังอธิบายว่า การปรับขึ้นของตลาดหุ้นเอเชียบางแห่งที่แรงกว่าตลาดไทยในวันเดียวกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ตลาดเหล่านั้นปรับฐานลงลึกกว่าในช่วงก่อนหน้า จึงเกิดแรงรีบาวด์กลับที่ชัดเจนกว่า ขณะที่ตลาดหุ้นไทยและตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มฟื้นตัวไปก่อนแล้วในวันก่อนหน้า จึงทำให้การบวกของดัชนีในรอบนี้อาจดูไม่ร้อนแรงเท่าตลาดหลักบางแห่งในภูมิภาค

