
“เอเซียพลัส” ชู WHA-MTC-CPN เด่น รับฟันด์โฟลว์ไหลเข้ากลุ่มเปิดเมือง
“บล.เอเซีย พลัส” ชูหุ้นเด่น WHA, MTC และ CPN รับฟันด์โฟลว์ย้ายเข้ากลุ่มเปิดเมือง อานิสงส์เศรษฐกิจฟื้นและสงครามคลี่คลาย พร้อมเตือนระวังบอนด์ยีลด์ไทยพุ่งจากพ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน กดดันหุ้นกลุ่ม Growth
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เม็ดเงินลงทุนจะย้ายเข้าไปหลบภัยใน “หุ้นกลุ่มเปิดเมือง” (Reopening) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคและการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวมถึงรับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ โดยเลือก บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เป็นหุ้นเด่น
ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเปิดเมืองทั่วโลกเริ่มปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น อาทิ กลุ่มรองเท้าปรับเพิ่มขึ้น 7% กลุ่มสินค้าหรูหราปรับเพิ่มขึ้น 5% และกลุ่มสายการบินปรับเพิ่มขึ้น 4% ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นไทยที่หุ้นกลุ่มเปิดเมืองเริ่มมีแรงซื้อเข้ามาอย่างหนาแน่น เช่น บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ปรับเพิ่มขึ้น 10%, บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL ปรับเพิ่มขึ้น 5.7% และ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ปรับเพิ่มขึ้น 5.2%
ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากบรรยากาศสงครามที่ผ่อนคลาย แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.หุ้นที่อิงต้นทุนพลังงานลดลง นำโดย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG, บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME, GLOBAL, บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP, บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA
ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ หุ้นที่อิงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อ นำโดย บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, TIDLOR และ MTC
สำหรับภาพรวมตลาดการลงทุนทั่วโลก ฝ่ายวิจัยประเมินว่ายังคงมีแรงส่งเชิงบวก นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ดัชนี DOW JONES ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.55% ปิดทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All Time High) เช่นเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียอย่างประเทศญี่ปุ่นที่พุ่งขึ้นถึง 2.0% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านใกล้จะบรรลุข้อตกลงได้ แม้จะยังมีอุปสรรคสำคัญในประเด็นการเก็บยูเรเนียมและการเก็บค่าผ่านทางบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่อิหร่านได้ระบุว่า ข้อเสนอล่าสุดจากทางสหรัฐอเมริกาช่วยลดช่องว่างความขัดแย้งระหว่างกันได้บางส่วน
สถานการณ์ความขัดแย้งที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เคยมีความผันผวนอย่างรุนแรง ทยอยปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดที่ระดับ 118 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลงมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 102.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานของสหรัฐอเมริกายังคงแข็งแกร่งและไม่ปรากฏสัญญาณการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานล่าสุดที่ระดับ 209,000 ราย ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความต้องการแรงงาน ส่งผลให้มีการจ้างงานในสายเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับทิศทางการลงทุนในประเทศ สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของไทยที่กำลังปรับตัวสูงขึ้น โดยปัจจุบัน Bond Yield อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 2.41% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% อยู่ประมาณ 1.41% – 1.45% (เมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีตช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2565 Bond Yield เคยพุ่งทะลุไปถึงระดับ 3.4%) ซึ่งตามทฤษฎีการลงทุน ภาวะที่ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลกระทบเชิงลบและสร้างแรงกดดันให้หุ้นในกลุ่มที่มีการเติบโตสูง (Growth Stocks) หรือกลุ่มเทคโนโลยี ถูกนักลงทุนเทขายทำกำไรออกมาก่อน
ฝ่ายวิจัยประเมินว่า Bond Yield ของไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกจาก 4 สาเหตุหลัก ประกอบด้วย 1. ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จะเป็นตัวผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อขยับสูงขึ้นในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า 2. ปัจจัยภายนอกยังคงเข้ามากดดันราคาหน้าตั๋วของตราสารหนี้ แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ก็ตาม 3. ช่องว่างระหว่าง Bond Yield ในปัจจุบันและจุดสูงสุดในอดีตยังคงเปิดกว้าง และ 4. การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล จะเป็นการเพิ่มปริมาณ (Supply) ตราสารหนี้เข้าสู่ระบบ ซึ่งจะทำให้ราคาพันธบัตรปรับตัวลดลง และเป็นแรงหนุนให้ Bond Yield ขยับสูงขึ้น
สำหรับประเด็นการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติม ฝ่ายวิจัยแนะนำให้กลับมาจับตาหุ้นกลุ่มสินค้าหรูหรา (Luxury) หลังจากตัวเลขการนำเข้ากระเป๋าหนังจากยุโรปของประเทศจีน พุ่งขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในเดือนเมษายน ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 โดยแนะนำให้เข้าลงทุนผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ได้แก่ LVMH01 และ HERMES80 นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มชิปหน่วยความจำ (Memory) กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวขึ้นแรง อาทิ SK Hynix ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11% และ Sandisk ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11% เพื่อรับอานิสงส์จากยอดการส่งออกของประเทศเกาหลีใต้ในช่วง 20 วันแรกของเดือนพฤษภาคมที่เติบโตถึง 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มชิปที่เติบโตทะยานขึ้นถึง 202% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผสานกับความต้องการใช้ชิปหน่วยความจำจำนวนมหาศาลในหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) รุ่นใหม่ VERA RUBIN ของค่าย NVIDIA

