“บล.เอเซีย พลัส” ชี้ตลาดชินสงคราม ผวาฮอร์มุซดันน้ำมันพุ่ง ชู 12 หุ้นเด่น

บล.เอเซีย พลัส ชี้ตลาดเริ่มชินแรงกดดันสงครามสหรัฐ–อิหร่าน แต่น้ำมันยังสวิงตามสถานการณ์ “ฮอร์มุซ” หนุนเงินเฟ้อไทยเสี่ยงพุ่งไตรมาส 2 แตะ 5.78% กดดัน กนง.ตัดสินใจยาก ด้าน บล.เอเซีย พลัส แนะสะสม 12 หุ้นเด่น รับจังหวะสงครามคลี่คลาย


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนว่า ตลาดหุ้นเริ่มมีภาวะ “ชินชา” กับประเด็นสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อ โดยทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกยังคงแกว่งตัว (SWING) ผันผวนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แม้เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบ BRENT จะร่วงลงมาแตะระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากอิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์สัญจรได้เต็มรูปแบบ ผสานกับท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าข้อตกลงใกล้จะได้ข้อสรุป แต่ล่าสุดเช้าวันนี้สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาน้ำมัน BRENT ดีดตัวพุ่งขึ้นถึง 6.7% ปัจจัยหลักมาจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ สกัดกั้นและยึดเรือที่ติดธงอิหร่านในอ่าวโอมาน

ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ส่งสัญญาณว่าอาจไม่เข้าร่วมการเจรจารอบที่ 2 ที่ประเทศปากีสถานในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ประธานาธิบดีทรัมป์กลับมาขู่แข็งกร้าวว่า จะทำลายโรงไฟฟ้าและสะพานทุกแห่งในอิหร่านหากการเจรจาล้มเหลว อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจจาก POLYMARKET ยังคงให้น้ำหนักเกิน 80% ว่าทั้งสองประเทศจะสามารถจัดประชุมทางการทูตได้ภายในวันที่ 30 เม.ย. นี้ ซึ่งหากเจรจาสำเร็จจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันร่วงลงและหนุนตลาดหุ้นดีดตัว

สำหรับน้ำมันไทยไม่ยอมลง เตือนเงินเฟ้อ Q2 เสี่ยงพุ่งปรี๊ด 5.78% บีบ กนง. ตัดสินใจยาก สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทย ฝ่ายวิจัยระบุว่าแม้ราคาน้ำมันดิบโลกจะปรับตัวลงมาบ้าง แต่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยน้ำมันไฮดีเซล S อยู่ที่ 42.90 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.45 บาทต่อลิตร ซึ่งการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนค่าครองชีพที่แพงขึ้น กระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปี 2569 แบ่งเป็น 2 กรณี

1.กรณีราคาน้ำมันพุ่งสูงต่อเนื่อง 2 เดือน (เม.ย.-พ.ค.) คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 1.50 – 2.50% โดยในช่วงไตรมาสที่ 2 จะเป็นจุดที่เงินเฟ้อพุ่งสูงสุดถึง 3.67%

2.กรณีราคาน้ำมันพุ่งสูงต่อเนื่อง 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย.) คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 2.50 – 3.50% โดยไตรมาสที่ 2 เงินเฟ้อจะพุ่งสูงถึง 5.78%

สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นแรงกดดันอย่างหนักต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ที่ 1-3% ซึ่งการประเมินทั้ง 2 กรณีชี้ให้เห็นว่าเงินเฟ้อในไตรมาส 2 จะทะลุเป้าหมายไปมาก ปัจจัยนี้ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจได้ยากลำบาก เพราะหากปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อก็อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แต่หากคงดอกเบี้ยต่ำเกินไปก็อาจคุมเงินเฟ้อไม่อยู่

กลยุทธ์การลงทุน ชู 12 หุ้นเด่นฟื้นตัวแรงรับสงครามสงบ ในแง่ของกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าตลาดหุ้นเริ่มมีแรงหนุนจากการ Cover Short ช่วยให้ดัชนีฟื้นตัวได้เร็วในช่วงสั้น (สะท้อนจาก Put/Call Ratio ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ลดลงจาก 0.95 มาเหลือ 0.65) แต่ระยะถัดไปนักลงทุนต้องจับตาการส่งผ่านของเงินเฟ้อที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน ฝ่ายวิจัยแนะนำให้สะสม หุ้นที่จะปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงที่ราคาน้ำมันย่อตัวลงและสถานการณ์สงครามนิ่งขึ้น (อ้างอิงจากสถิติหลังสงครามผ่อนคลาย 1.5 เดือน ในปี 2022) ได้แก่ PR9, DELTA, TFG, BGRIM, BDMS, EGCO, BBL, SCC, CBG, BH, BCH และ AOT โดยกำหนดให้หุ้น SJWD, ICHI และ PR9 เป็น Prime Picks ประจำวัน

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำเก็งกำไรในหุ้นกลุ่ม QUANTUM ที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา (เช่น IONQ +60%, QBTS +52%) หลังได้รับแรงหนุนจากการที่ NVIDIA เปิดตัว “ISING” โมเดล AI แบบโอเพนซอร์สตัวใหม่สำหรับการคำนวณควอนตัมโดยเฉพาะ รวมถึงแนะนำติดตามหุ้น MARVELL TECHNOLOGY (+9% หลังปิดตลาด) หลังมีรายงานว่าบริษัท Alphabet กำลังเจรจาเพื่อร่วมกันผลิตชิป AI รุ่นใหม่ สำหรับพอร์ตลงทุนต่างประเทศ (Global Gem) แนะนำ GOOG80 และ META80)

Back to top button