“บล.บัวหลวง” ชี้หุ้นทั่วโลก “พักฐาน” เซ่นบอนด์ยีลด์พุ่ง-เงินเฟ้อกดดัน

บล.บัวหลวง ประเมินตลาดหุ้นทั่วโลกเข้าสู่รอบพักฐาน รับแรงกดดันบอนด์ยีลด์พุ่ง-กังวลเฟดคงดอกเบี้ยสูงนาน ส่องหุ้นสหรัฐฯ เทขายกลุ่ม AI ฮ่องกงร่วงผิดหวังเจรจาผู้นำ ส่วนเวียดนามแนะคุมพอร์ตไม่เกิน 10%


บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS เปิดเผยข้อมูลผ่านบทวิเคราะห์วันนี้ (18 พ.ค.69) ระบุว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญกับการพักฐานอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ปิดทำการเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยการพักฐานอย่างรุนแรง โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงร้อยละ 1.24, ดัชนี Nasdaq ลดลงร้อยละ 1.54 และดัชนี Dow Jones ลดลงร้อยละ 1.07 ซึ่งถือเป็นวันที่ตลาดมีความอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ท่ามกลางแรงเทขายในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เคยเป็นผู้นำตลาดในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้า ปัจจัยกดดันหลักมาจากการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของ Bond Yield จากความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้งตามทิศทางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ มุมมองของนักลงทุนได้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Narrative Shift) จากเดิมที่เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะซอฟต์แลนดิ้ง (Soft Landing) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ใกล้จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย กลายเป็นความกังวลใหม่ว่า Fed อาจมีความจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรืออาจถึงขั้นกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หากราคาพลังงานยังคงเร่งตัวและส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อในวงกว้าง โดย Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ได้พุ่งขึ้นทะลุระดับร้อยละ 4.5 ขณะที่อายุ 30 ปี ทะลุระดับร้อยละ 5.1 ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มสร้างแรงกดดันต่อมูลค่า (Valuation) ของหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม แรงเทขายที่เกิดขึ้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย หรือผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 ที่ออกมาย่ำแย่กว่าคาด แต่เป็นการปรับลดระดับมูลค่า (De-rating Valuation) หลังจากที่ Bond Yield พุ่งขึ้นรวดเร็วเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่เคยปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง อาทิ หุ้น NVIDIA (NVDA) ปรับตัวลดลงร้อยละ 4.4, AMD ลดลงร้อยละ 5.7, Micron Technology (MU) ลดลงร้อยละ 6.6 และ Intel (INTC) ร่วงลงกว่าร้อยละ 6 ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในระยะถัดไป ได้แก่ 1) ทิศทางของ Bond Yield ว่าจะหยุดการเร่งตัวหรือไม่ 2) ราคาน้ำมันจะสามารถทรงตัวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้นานเพียงใด และ 3) Fed จะเริ่มส่งสัญญาณความเข้มงวด (Hawkish) มากขึ้นหรือไม่ หากปัจจัยทั้งสามประการยังคงมีความร้อนแรง ตลาดก็มีโอกาสพักฐานต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่ม Growth ที่มีมูลค่าค่อนข้างตึงตัวแล้วในปัจจุบัน

ทางด้านตลาดหุ้นฮ่องกง ดัชนี Hang Seng ร่วงลงร้อยละ 1.6 โดยบรรยากาศการลงทุนถูกกดดันจากปรากฏการณ์ “Sell the News” หลังจากตลาดเกิดความผิดหวังกับผลการหารือระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่ยังไม่มีความคืบหน้าเชิงรูปธรรมในประเด็นสำคัญ ขณะเดียวกัน คำสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing จำนวน 200 ลำของทางการจีนยังออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 500 ลำ ทำให้เกิดแรงเทขาย นำโดยหุ้น Alibaba (9988) ลดลงร้อยละ 4.1 และ JD Health (6618) ร่วงหนักถึงร้อยละ 6.6 สำหรับระยะสั้น ประเมินว่าตลาดหุ้นฮ่องกงและกลุ่มเทคโนโลยีจีนมีแนวโน้มกลับมาให้น้ำหนักกับธีมการพึ่งพาตนเองอีกครั้ง หลังจากความหวังเรื่องการเข้าถึงชิปจากสหรัฐฯ ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจเป็นตัวกดดันกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพานวัตกรรมขั้นสูง

ทั้งนี้ ในส่วนของตลาดหุ้นเวียดนาม ดัชนี VN Index ปิดลบเล็กน้อยร้อยละ 0.2 มาอยู่ที่ระดับ 1,922 จุด แม้ดัชนีจะปรับตัวลดลงไม่มาก แต่ภาพรวมตลาดยังค่อนข้างอ่อนแอ (Market Breadth สัดส่วนหุ้นบวกต่อหุ้นลบอยู่ที่เพียง 0.6 เท่า) โดยธีมหลักคือการเทขายทำกำไรอย่างหนักในกลุ่มหุ้นรัฐวิสาหกิจ (SOE) ที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free-float) ต่ำ ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของรัฐเปิดกระโดดตอบรับข่าวธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ออกมาตรการ Circular 08/2026 ซึ่งเป็นการผ่อนคลายเกณฑ์ LDR เพื่อช่วยหนุนสภาพคล่องเข้าสู่ฐานเงินฝากของธนาคาร BID, CTG และ VCB แต่ในท้ายที่สุดก็เผชิญกับแรงขายทำกำไรในช่วงบ่ายจนพลิกปิดลบ (VCB ลดลงร้อยละ 0.5, CTG ลดลงร้อยละ 0.4, BID ลดลงร้อยละ 1.4) โดยมีเพียงหุ้น ACB ที่ยืนแดนบวกได้ที่ร้อยละ 2.2 ทั้งนี้ BLS ประเมินว่าแม้ตลาดหุ้นเวียดนามจะยังคงยืนอยู่ในระดับสูง แต่การเคลื่อนไหวของดัชนียังมีความกระจุกตัวและเปราะบาง จึงแนะนำให้ปรับกลยุทธ์การลงทุนโดยเน้นการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก ด้วยการกำหนดสัดส่วนตลาดเวียดนามไม่ให้เกินร้อยละ 10 ของพอร์ตการลงทุนรวม

Back to top button