
คุณสมบัติ “ก๊าซธรรมชาติ” ในอ่าวไทย ผ่านโรงแยกก๊าซฯ ต่อยอดเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
“ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย” จัดอยู่ในประเภทก๊าซเปียก หรือ Wet Gas หมายถึงก๊าซธรรมชาติซึ่งนอกจากจะมี มีเทน (C1) แล้ว ยังมี อีเทน (C2), โพรเพน (C3), บิวเทน (C4)
หลังที่ได้ทำความรู้จักคุณสมบัติของ “ก๊าซธรรมชาติ” ในอ่าวไทยไปแล้วก่อนหน้านี้ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ขอย้ำอีกครั้งว่า “ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย” จัดอยู่ในประเภทก๊าซเปียก หรือ Wet Gas หมายถึงก๊าซธรรมชาติซึ่งนอกจากจะมี มีเทน (C1) แล้ว ยังมี อีเทน (C2), โพรเพน (C3), บิวเทน (C4) ฯลฯ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือวัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอด เมื่อนำมาผ่านกระบวนการในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อแยกสารประกอบออกจากกัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายและนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ ซึ่งดีกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว
- คุณสมบัติ C2 ถึง C5
ทั้งนี้องค์ประกอบ C2 ถึง C5 ที่อยู่ในก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย (Gulf Gas) นี้ คือวัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอดที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกต้องการ ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงต้องจัดตั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติ (Gas Separation Plant: GSP) เพื่อบริหารจัดการและคัดแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นการลดการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ให้เกิด Bypass Gas
เพราะหากนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่อุดมไปด้วยสารประกอบมูลค่าสูงไปเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าโดยตรง สารเหล่านี้จะถูกเผาทำลายไปอย่างน่าเสียดาย เปรียบเสมือน “การนำไม้สักทองไปเผาทำฟืน” ซึ่งทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
- กระบวนการโรงแยกก๊าซ
สำหรับกระบวนการของโรงแยกก๊าซฯ นั้น เมื่อนำ Wet Gas จากแหล่งในอ่าวไทยเข้าสู่โรงแยกก๊าซฯ จากนั้นก๊าซธรรมชาติจะถูกแยกออก แบ่งเป็น
- มีเทน (C1) นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าและให้ความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานพาหนะ และใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมี
- ขณะที่อีเทน (C2) ใช้ผลิตเอทิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) ที่นิยมนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงพลาสติก หลอดยาสีฟัน ขวดพลาสติกใส่แชมพู และเส้นใยพลาสติกชนิดต่างๆ
- ส่วนโพรเพน (C3) ใช้ผลิตโพรพิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) ที่นิยมนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางในห้องเครื่องยนต์ หม้อแบตเตอรี่ กาว สารเพิ่มคุณภาพ และน้ำมันเครื่อง รวมถึงใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม
- สำหรับบิวเทน (C4) ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และนำมาผสมกับก๊าซโพรเพนเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม) ขณะที่ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL – C5+) เป็นส่วนผสมของน้ำมันสำเร็จรูปและตัวทำละลาย
ทั้งนี้ ก๊าซแห้ง หรือ Dry Gas ที่นำเข้ามาจากเมียนมา หรือนำเข้าในรูปแบบก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นก๊าซธรรมชาติที่ถูกทำให้อยู่ในรูปของเหลวโดยลดอุณหภูมิลงมาที่ ติดลบ 160 องศาเซลเซียส ทำให้แปรสภาพจากก๊าซเป็นของเหลว และมีปริมาตรลดลงประมาณ 600 เท่า เพื่อประโยชน์ในการขนส่งไปใช้ในที่ไกลจากแหล่งผลิต มีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก จึงถูกนำเข้าเพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เชื้อเพลิงในโรงงาน และเชื้อเพลิงรถยนต์
- สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล
ดังนั้นการตัดสินใจนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเข้าสู่โรงแยกก๊าซฯ และส่งต่อให้กลุ่มปิโตรเคมี คือกลยุทธ์ที่สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ เพราะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ได้มากกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงถึง 10 – 25 เท่า ตามสายการผลิต โดยเฉพาะการส่งออกเม็ดพลาสติกที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ค่อนข้างมาก
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ของการสร้างมูลค่าเพิ่มก๊าซธรรมชาติ คือ ก๊าซธรรมชาติ / คอนเดนเสท / น้ำมัน สร้างมูลค่าเพิ่ม 1 เท่า, ก๊าซอีเทน / แนฟทา / เชื้อเพลิง / น้ำมันหล่อลื่น สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น 3 เท่า,โอเลฟินส์ / อะโรมาติกส์ / สไตรีน สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น 5 เท่า, พลาสติกเรซินและเส้นใย สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น 10 เท่า และสินค้าอุปโภคบริโภคและชนิดพิเศษ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น มากถึง 25 เท่า
โดยข้อมูล ณ ปี 2564 พบว่า สามารถเพิ่มมูลค่าการลงทุนมากถึง 1,252,000 ล้านบาท, ปิโตรเคมีสร้างรายได้ มากถึง 836,000 ล้านบาท (5.2% ของ GDP) และสร้างงาน 414,000 ล้านบาท (ปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป) รวมถึงสร้างมูลค่าการส่งออก มากถึง 486,000 ล้านบาท (5.7% ของการส่งออกทั้งหมด)
ดังนั้นจากตัวเลขที่ก้าวกระโดดนี้ เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาผ่านกระบวนการ “คัดแยก” นั้น สร้างประโยชน์และมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศได้มากกว่าการนำไป “เผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว” เพราะแทนที่จะสูญเสียทรัพยากรล้ำค่าไปกับการเผาไหม้ที่ให้มูลค่าเพียง 1 เท่า (เสมือนการนำไม้สักทองไปเผาทำฟืน) ประเทศไทยได้แปรสภาพ “ทรัพยากรที่มองไม่เห็น” ให้กลายเป็น “สิ่งของเครื่องใช้” ที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจึงไม่ได้เป็นเพียงการนำก๊าซมาทำสารเคมี แต่คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างงาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ลดภาระการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

