ไขปม! น้ำมันโลกลง ราคาหน้าปั๊มไทยลดช้า

เปิดโครงสร้างราคาน้ำมัน 1 ลิตร ระบุราคาขายปลีกไม่ได้อิงตลาดโลกเพียงปัจจัยเดียว แต่ยังมีกองทุนน้ำมัน ภาษี และค่าการตลาดเป็นตัวกำหนด


จากกระแสความสงสัยของประชาชนเกี่ยวกับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า เหตุใดราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง แต่ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันในประเทศไทยกลับไม่ลดลงในสัดส่วนเดียวกันทันที

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ชี้แจงโครงสร้างราคาน้ำมันว่า ราคาขายปลีกหน้าปั๊มไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันในตลาดโลกเพียงปัจจัยเดียว แต่ประกอบด้วยต้นทุนหลายส่วนที่มีกลไกการปรับตัวแตกต่างกัน

สำหรับราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปหน้าสถานีบริการ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ต้นทุนเนื้อน้ำมันประมาณ 57% ซึ่งอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ (MOPS) และเป็นส่วนที่เคลื่อนไหวตามตลาดโลกโดยตรง ภาษีต่าง ๆ ประมาณ 26% ประกอบด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 8% ซึ่งใช้รักษาเสถียรภาพราคาพลังงานและสนับสนุนพลังงานทางเลือก และค่าการตลาดประมาณ 9% ซึ่งครอบคลุมค่าขนส่ง ค่าบริหารคลังน้ำมัน ค่าบริหารสถานีบริการ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ

เพื่ออธิบายความเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน สนพ. ได้ยกตัวอย่างโครงสร้างราคาแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) ใน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ก่อนเกิดสงคราม ช่วงวิกฤตสงคราม และหลังสถานการณ์คลี่คลาย

ข้อมูลระบุว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดสงคราม ราคาขายปลีกอยู่ที่ 30.55 บาทต่อลิตร ประกอบด้วยต้นทุนเนื้อน้ำมัน 16.83 บาท ภาษี 9.42 บาท เงินกองทุนน้ำมัน 1.35 บาท และค่าการตลาด 2.94 บาทต่อลิตร

ต่อมาในช่วงวิกฤตสงคราม เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 แม้ต้นทุนเนื้อน้ำมันจะพุ่งขึ้นเป็น 33.83 บาทต่อลิตร แต่ราคาขายปลีกปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 35.05 บาทต่อลิตร เนื่องจากภาครัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชยราคาในอัตรา 9.68 บาทต่อลิตร ขณะที่ผู้ค้าน้ำมันปรับลดค่าการตลาดเหลือเพียง 1.18 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

ภายหลังสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ต้นทุนเนื้อน้ำมันลดลงเหลือ 21.63 บาทต่อลิตร หรือลดลง 12.20 บาทต่อลิตรจากช่วงวิกฤต แต่ราคาขายปลีกยังคงอยู่ที่ 38.05 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ สาเหตุที่ราคาหน้าปั๊มไม่ได้ปรับลดลงในอัตราเดียวกับราคาน้ำมันในตลาดโลก มีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อฟื้นฟูฐานะกองทุน หลังจากก่อนหน้านี้มีการนำเงินไปชดเชยราคาน้ำมันเป็นจำนวนมาก โดยปรับจากการชดเชยราคาในอัตรา 9.68 บาทต่อลิตร มาเป็นการจัดเก็บเงินเข้ากองทุน 2.87 บาทต่อลิตร เพื่อชดเชยภาระหนี้สะสมของกองทุน

นอกจากนี้ ภาษีที่จัดเก็บยังอยู่ในระดับประมาณ 9.91 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นอัตราที่ค่อนข้างคงที่ตามกฎหมาย ขณะที่ค่าการตลาดกลับเข้าสู่ระดับปกติที่ 3.34 บาทต่อลิตร หลังจากผู้ประกอบการเคยปรับลดค่าการตลาดลงในช่วงวิกฤต เพื่อช่วยลดภาระของผู้บริโภค

โครงสร้างราคาน้ำมันดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ต้นทุนน้ำมันในตลาดโลกจะปรับลดลง แต่ราคาขายปลีกในประเทศยังได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบอื่น โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมัน ภาษี และค่าการตลาด ซึ่งล้วนมีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน และลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลกต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม

Back to top button