“หุ้นแบงก์” รีบาวด์! โบรกชี้แรงขายสะเด็ดน้ำ ชู KBANK-KTB เด่นสุด

“หุ้นธนาคาร” ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช้าวันนี้ หลังวานนี้ถูกเทขายทำกำไร ฟาก KSS ชี้เป็นการปรับฐานระยะสั้น มั่นใจสินเชื่อไทยเติบโตสูงสุดในรอบ 15 ปี สะท้อนวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ชี้ราคาหุ้นยังเทรดต่ำกว่าบุ๊กแวลู ชู KBANK และ KTB เป็นหุ้นเด่นนำกลุ่ม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 ก.ค.69) ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ณ เวลา 10:22 น. ปรับตัวเพิ่มขึ้นกันอย่างคึกคัก นำโดย บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB อยู่ที่ระดับ 152.50 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 0.99% สูงสุดที่ระดับ 152.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 150.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.05 พันล้านบาท

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK อยู่ที่ระดับ 234 บาท บวก 2 บาท หรือ 0.86% สูงสุดที่ระดับ 236 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 233 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 860.75 ล้านบาท

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB อยู่ที่ระดับ 41.75 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 1.83% สูงสุดที่ระดับ 41.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 41 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 674.48 ล้านบาท

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL อยู่ที่ระดับ 188.50 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 0.80% สูงสุดที่ระดับ 189.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 187.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 667.31 ล้านบาท

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP อยู่ที่ระดับ 113.50 บาท บวก 3 บาท หรือ 2.71% สูงสุดที่ระดับ 114 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 111 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 345.13 ล้านบาท

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB อยู่ที่ระดับ 2.94 บาท บวก 0.06 บาท หรือ 2.08% สูงสุดที่ระดับ 2.94 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 2.88 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 288.90 ล้านบาท

ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT อยู่ที่ระดับ 23.60 บาท บวก 0.30 บาท หรือ 1.29% สูงสุดที่ระดับ 23.60 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 23.20 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 14.03 ล้านบาท

บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG อยู่ที่ระดับ 1.24 บาท บวก 0.01 บาท หรือ 0.81% สูงสุดที่ระดับ 1.24 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.22 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.40 ล้านบาท

บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO อยู่ที่ระดับ 130 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 0.39% สูงสุดที่ระดับ 130 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 128.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 74.01 ล้านบาท

ด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์แรงขายทำกำไร (Sell on Fact) ที่เกิดขึ้นหลังจากการประกาศผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะในหุ้น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ที่เผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติผ่านกระดาน NVDR ประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มชะลอตัวลงและกำลังเข้าสู่ช่วงการสร้างฐานราคาใหม่ ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์จากกระแสเงินทุนต่างชาติพบว่า เป็นเพียงการขายปรับพอร์ตในบางธนาคารที่งบการเงินเพิ่งประกาศออกมาเท่านั้น ไม่ได้เป็นการทิ้งหุ้นทั้งกลุ่มแต่อย่างใด

ทั้งนี้ KSS มองว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยยังมีโอกาสได้รับการปรับเพิ่มมูลค่าความน่าสนใจ (Re-rate) อย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนไม่ควรประเมินความน่าสนใจเพียงแค่นำไปเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีโครงสร้างรายได้ยุคใหม่ที่เติบโตได้ดีกว่าในอดีต โดยเฉพาะรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และแบงก์แอสชัวรันส์ (Bancassurance) ที่มีสเกลใหญ่ขึ้นและทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตคือ ภาพรวมของสินเชื่อ (Credit Growth) ทั้งในภูมิภาคเอเชีย (ไม่รวมจีน) รวมถึงประเทศไทย ที่ล่าสุดปรับตัวเร่งขึ้นไปทำสถิติเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2554 หรือสูงสุดในรอบ 15 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจกำลังมีความต้องการสินเชื่อเพื่อรองรับการเริ่มต้นวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (Investment Cycle) โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและ AI ที่กำลังเป็นเมกะเทรนด์ทั่วโลก

ในด้านของการประเมินมูลค่า (Valuation) ปัจจุบันหุ้นกลุ่มธนาคารยังคงซื้อขายในระดับที่ต่ำกว่า 1 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (Book Value) ผสานกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่พ้นจุดต่ำสุดไปแล้วและน่าจะยังคงทรงตัวอยู่ได้ ประกอบกับแต่ละธนาคารสามารถบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) และควบคุมต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ได้เป็นอย่างดี สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในกลุ่มนี้ KSS แนะนำหุ้นเด่นที่คาดว่าจะสามารถฟื้นตัวและตั้งฐานราคาได้ก่อนตลาด ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ซึ่งรายงานผลกำไรออกมาโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB

Back to top button