
BCP โชว์กำไร Q3 โต 789% แตะ 9.85 พันล้านบาท รับค่าการกลั่นแกร่ง-SAF หนุน
BCP โชว์กำไรสุทธิไตรมาส 3/69 แตะ 9,849 ล้านบาท โต 789% จากปีก่อน รับค่าการกลั่นแกร่ง-ธุรกิจ SAF หนุน ดันกำไร 9 เดือนแรกทะยาน 28,232 ล้านบาท โต 4,158% พร้อมรับรู้ประโยชน์จาก Synergy และการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจรวม 9,000 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 182,296 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 1% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 9,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 20% จากไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 508,377 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 28,232 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ รวมถึงส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน (Crack Spread) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนการรับรู้ผลการดำเนินงานจากธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และการสร้างผลประโยชน์ร่วมทางธุรกิจ (Synergy)
ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทบางจากเดินหน้าบูรณาการธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการเพิ่มกำลังการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันและสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่ธุรกิจการตลาดในประเทศมีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากค่าการตลาดสุทธิที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานจากหน่วยผลิต SAF ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 โดยสร้าง EBITDA จำนวน 1,957 ล้านบาท รวมถึงเริ่มรับรู้ EBITDA จาก Bangchak Hong Kong Limited (BHK) จำนวน 656 ล้านบาทในไตรมาส 3/2569 เป็นครั้งแรก ตลอดจนได้รับประโยชน์จากการสร้าง Synergy ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 9,000 ล้านบาท นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา
นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน BCP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ มีรายได้รวม 415,376 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมี EBITDA จำนวน 43,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% โดยได้รับแรงหนุนจากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
สำหรับธุรกิจโรงกลั่น มีรายได้ 444,794 ล้านบาท และ EBITDA จำนวน 35,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% โดยมีค่าการกลั่นพื้นฐานภายหลังปรับผลกระทบจากมาตรการลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 18.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่กำลังการผลิตเฉลี่ยของโรงกลั่นทั้ง 2 แห่งเพิ่มขึ้นเป็น 271,600 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ บริษัทยังรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันรวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 7,776 ล้านบาท แม้มีผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Oil Hedging) จำนวน 15,242 ล้านบาท
ส่วนธุรกิจ SAF ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2569 สามารถสร้าง EBITDA ได้ 1,957 ล้านบาท มีกำลังการผลิตเฉลี่ย 6,700 บาร์เรลต่อวัน และมียอดจำหน่ายสะสม 92.8 ล้านลิตร สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดที่บริษัทให้ความสำคัญในการขยายการลงทุนระยะยาว
ด้านธุรกิจการตลาด มีรายได้ 354,652 ล้านบาท และ EBITDA จำนวน 6,534 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยค่าการตลาดสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 0.92 บาทต่อลิตร ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรสต็อกน้ำมัน หากไม่รวมผลกระทบดังกล่าว ค่าการตลาดโดยรวมยังอยู่ในระดับทรงตัว ขณะที่บริษัทเริ่มรับรู้ EBITDA จาก BHK จำนวน 656 ล้านบาทในไตรมาส 3/2569
ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 บริษัทมีสถานีบริการน้ำมันในประเทศรวม 2,194 แห่ง และมีส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการอยู่ที่ 28.6% พร้อมเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์น้ำมันระดับพรีเมียม น้ำมันดีเซล B20 และธุรกิจค้าปลีกภายในสถานีบริการน้ำมัน เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความหลากหลายของธุรกิจ
ขณะที่ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 18,560 ล้านบาท และ EBITDA จำนวน 2,193 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากยอดจำหน่ายไบโอดีเซลที่เติบโตตามมาตรการผสมไบโอดีเซล B7 และการส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 ประกอบกับปริมาณจำหน่ายและราคาขายเอทานอลที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุนวัตถุดิบ
สำหรับกลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน มีรายได้ 313,761 ล้านบาท และ EBITDA จำนวน 1,644 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณการซื้อขายน้ำมันภายในกลุ่มบริษัทที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับกำลังการกลั่นและการจำหน่าย SAF รวมถึงธุรกิจขนส่งทางเรือที่ได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้เรือและอัตราค่าระวางที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนกำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น
ด้านกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มีรายได้ 29,009 ล้านบาท และ EBITDA จำนวน 17,199 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวที่เพิ่มขึ้น 35% และราคาขายก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น 29% ตามภาวะอุปทานพลังงานโลกที่ตึงตัว
นอกจากนี้ บริษัท OKEA ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำลังการผลิตปี 2569 เป็น 31,000–32,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยคาดว่าแหล่งปิโตรเลียม Bestla จะเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 4/2569 เร็วกว่ากำหนดเดิม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนปริมาณการผลิตและผลประกอบการในระยะถัดไป
ส่วนกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน มีรายได้ 3,022 ล้านบาท และ EBITDA จำนวน 4,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา 2,502 ล้านบาท ตามค่าความพร้อมจ่ายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ใน สปป.ลาว จำนวน 297 ล้านบาท ภายหลังเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในเดือนสิงหาคม 2568 ขณะที่ธุรกิจคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับราคาตามสัญญาและการให้บริการหน่วยผลิต SAF
สำหรับฐานะทางการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 26,922 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 376,039 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77,233 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ขณะที่มีหนี้สินรวม 269,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54,984 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 106,391 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22,250 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 86,088 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) อยู่ที่ 0.91 เท่า ซึ่งปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงการบริหารโครงสร้างเงินทุนและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น รองรับการขยายธุรกิจและการลงทุนในอนาคต
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก LSEG Consensus ระบุว่า นักวิเคราะห์ประเมินผลการดำเนินงานของ BCP ในไตรมาส 3/2569 จะมีรายได้รวม 176,894 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 10,223 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลประกอบการจริงที่มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 182,296 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3.05% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 9,849 ล้านบาท ต่ำกว่าคาด 374 ล้านบาท หรือ 3.66% ส่วนประมาณการผลการดำเนินงานตลอดปี 2569 คาดว่าจะมีรายได้รวม 667,515.49 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 32,352.91 ล้านบาท โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 62.12 บาทต่อหุ้น จากการประเมินของนักวิเคราะห์ 12 บริษัทหลักทรัพย์

