
OR โกยกำไร Q3 แตะ 5.14 พันล้าน โตเท่าตัว! สูงกว่าคาด รับธุรกิจ Mobility-Global ฟื้นตัว
OR รายงานกำไรไตรมาส 3/69 โกยกำไร 5,138 ล้านบาท พุ่งกระฉูดเท่าตัว รับอานิสงส์กลุ่มธุรกิจ Mobility และ Global ฟื้นตัวเด่น ขณะที่งวด 9 เดือนกวาดรายได้กว่า 5.6 แสนล้านบาท กางแผนลุยขยาย PTT Station, EV Station PluZ และ Café Amazon ต่อเนื่อง
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 5,138 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,912 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.43 บาท แม้ว่ารายได้ขายและบริการจะอยู่ที่ 184,425 ล้านบาท ลดลง 21,242 ล้านบาท หรือลดลง 10.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่บริษัทมี EBITDA ทำได้ 7,508 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,455 ล้านบาท หรือกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ปัจจัยหนุนหลักมาจากกลุ่มธุรกิจ Mobility ที่กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรของดีเซลและเบนซินปรับตัวดีขึ้น รวมถึงกลุ่มธุรกิจ Global ที่ฟันกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นในฟิลิปปินส์ สปป.ลาว และกัมพูชา แม้ธุรกิจ Lifestyle จะชะลอตัวเล็กน้อย แต่ภาพรวมการคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลง ช่วยหนุนให้กำไรสุทธิของ OR เติบโตอย่างโดดเด่น สะท้อนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลก
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 OR มีรายได้ขายและบริการ 566,217 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63,029 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้เติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ หลัก ๆ มาจากกลุ่ม Mobility และ Global ที่บวก 11.6% และ 22.5% ตามลำดับ อานิสงส์จากราคาขายเฉลี่ยต่อลิตรที่พุ่งขึ้นตามราคาน้ำมันโลกจากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ปริมาณจำหน่ายรวมจะลดลง ส่วนกลุ่ม Lifestyle รายได้โต 4.5% จากการเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม EBITDA งวด 9 เดือนอยู่ที่ 14,661 ล้านบาท ลดลง 1,253 ล้านบาท หรือลดลง 7.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กดดันจากกำไรขั้นต้นน้ำมันอากาศยานที่ลดลง และผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ขณะที่ Café Amazon ยังคงทำผลงานแกร่ง โกยยอดจำหน่ายในไตรมาสนี้ 116 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากกลยุทธ์ขยายสาขาและอัดโปรโมชันต่อเนื่อง
ด้านการขยายธุรกิจ OR เดินหน้าสร้างการเติบโตระยะยาว โดยในไตรมาส 3 เปิด PTT Station เพิ่ม 12 แห่ง และปูพรม EV Station PluZ สะสม 1,373 แห่ง (3,110 หัวชาร์จ DC Fast Charge) พร้อม EV HUB 34 แห่ง รองรับนวัตกรรม Ultra-Fast Charge กำลังไฟสูงสุด 480 กิโลวัตต์ ส่วนธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มมีเครือข่ายรวม 5,108 สาขา แบ่งเป็น Café Amazon 5,015 สาขา และแบรนด์อื่นอีก 93 สาขา ขณะที่ร้านค้าปลีกสินค้าสุขภาพและความงาม found & found ขยายเป็น 31 สาขา
ไฮไลต์สำคัญคือ บริษัท ฟู้ดเดลลัส จำกัด (FDL) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ OR ได้ผนึกความร่วมมือกับ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ดึง 4 แบรนด์ดัง ได้แก่ The Pizza Company, Dairy Queen, The Steak & More และ CHIHO Ramen ตั้งเป้าขยายกว่า 150 สาขาภายในปี 2573 เพื่อยกระดับสถานีบริการน้ำมันและพื้นที่เชิงพาณิชย์สู่ Food & Lifestyle Destination นอกจากนี้ยังจับมือ บาชุนดารา กรุ๊ป (Bashundhara Group) นำ Café Amazon บุกตลาดเอเชียใต้ ประเดิมสาขาแรกในกรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ เล็งขยาย 8 สาขาภายในปี 2569 และทะลุ 100 สาขาในอนาคต
ขณะเดียวกัน OR ยังรุกหนักด้าน Digital & AI Transformation ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ที่มีสมาชิกกว่า 10.5 ล้านราย เพื่อต่อยอดสู่บริการเฉพาะบุคคล เช่น Café Amazon Rewards และบริการเติมน้ำมันเอง (Self-Serve) ที่ PTT Station พร้อมลุยธุรกิจ Energy as a Service (EaaS) โดยร่วมมือกับกองบัญชาการกองทัพไทยศึกษาการติดตั้งโซลาร์รูฟและสถานีชาร์จ EV Station PluZ และจับมือกระทรวงสาธารณสุขนำ EaaS นำร่องใน 4 โรงพยาบาล มุ่งสู่ระบบสุขภาพคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการดูแลสังคมผ่านร้าน Café Amazon for Chance 643 สาขา และร้านไทยเด็ด 574 สาขาทั่วประเทศ
“แม้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจยังมีความท้าทาย แต่ผลการดำเนินงานที่กลับมาฟื้นตัวในไตรมาสนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของ OR เราจะยังคงสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การลงทุนเพื่ออนาคต และการดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า ชุมชน และสังคม ตามวิสัยทัศน์ Empowering All Toward Inclusive Growth” หม่อมหลวงปีกทอง กล่าว
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก LSEG Consensus ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ผลการดำเนินงานของ OR ในไตรมาส 3/2569 จะมีรายได้รวม 200,846.67 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 3,582.59 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานตลอดปี 2569 คาดว่าจะมีรายได้รวม 712,152.31 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 8,441.80 ล้านบาท โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 13.56 บาทต่อหุ้น จากการประเมินของนักวิเคราะห์ 15 บริษัทหลักทรัพย์

