
KSS อัพเป้า 7 แบงก์ “KBANK-KTB” ท็อปพิก รับธุรกิจเวลธ์-ปันผลเด่น
KSS ชูแบงก์กสิกร และแบงก์กรุงไทยเป็นหุ้นเด่น คาดจ่ายปันผลสูง 5-6% พร้อมคงมุมมองเชิงบวกกลุ่มแบงก์ รับอานิสงส์สิ้นสุดวงจรดอกเบี้ยขาลง วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่จากภาครัฐ และการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย 7 หุ้นแบงก์
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารในปี 2569 และ 2570 ขึ้น 2.6% และ 4.2% เป็น 2.21 แสนล้านบาท และ 2.29 แสนล้านบาท ตามลำดับ รวมถึงมีการเลื่อนไปใช้ราคาเป้าหมายของปี 2570 แทนปี 2569 โดยเลือก บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และ บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม
สำหรับ KBANK แนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายเป็น 300 บาท คาดกำไรสุทธิปี 2569 และ 2570 แตะ 5.31 หมื่นล้านบาท และ 5.57 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ ได้รับประโยชน์เต็มที่จากวัฏจักรลงทุนและธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ส่วน KTB แนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายเป็น 55 บาท โดดเด่นด้านคุณภาพสินทรัพย์และได้รับประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐ
ขณะที่ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายเป็น 225 บาท, บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB: แนะนำ “ถือ” ปรับราคาเป้าหมายเป็น 155 บาท, บริษัท ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายเป็น 3.50 บาท คาดกำไรปี 2569 และ 2570 ดีกว่าที่ประเมินไว้, บริษัท ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP แนะนำ “ซื้อ” ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 145 บาท, บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO แนะนำ “ลดการลงทุน” ปรับราคาเป้าหมายเป็น 115 บาท
นอกจากนี้ คาดการณ์ว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์จะรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลในปี 2569 ได้ โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ระดับสูงที่ 5-6% เนื่องจากมีฐานะเงินกองทุนที่อยู่ในระดับสูง มีแผนเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ในระยะกลางถึงยาว และไม่มีแผนการลงทุนใหม่ขนาดใหญ่กดดันเงินทุน
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำเป็น “BULLISH” คาดการณ์ ROE ในปี 2570 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2569 จากการสิ้นสุดของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง และการกลับมาของวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่จากโครงการลงทุนของภาครัฐมูลค่ากว่า 8 ล้านล้านบาท รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่น นอกจากนี้ ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารยังซื้อขายในระดับที่ไม่แพง มีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) เพียง 0.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตช่วงปี 2554-2558 ที่ 1.5 เท่า และต่ำกว่าธนาคารในภูมิภาคอาเซียน
