
GCAP GOLD แนะทยอยสะสม “ทองคำ” ชี้เฟดเปลี่ยนเกมการเงินหนุนราคาฟื้น
บ.จีแคป (GCAP GOLD) แนะกลยุทธ์ "ย่อตัวทยอยสะสม" ลุ้นทดสอบต้านบริเวณ 4,200 เหรียญ หรือราคาทองคำไทยประมาณ 66,700 บาท มองเฟดเปลี่ยนเกมนโยบายการเงินหันลดงบดุลแทนขึ้นดอกเบี้ย อาจกดดันดอลลาร์และเปิดโอกาสทองคำฟื้นตัวรอบใหม่
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หลังแรงขายชะลอตัวลง แต่ยังไม่ยืนยันการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน หากราคาสามารถยืนเหนือ 4,100 เหรียญ ได้อย่างมั่นคงมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นทดสอบ 4,200 เหรียญ (ราคาไทยประมาณ 66,700 บาท) ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญของการฟื้นตัวในระยะสั้น อย่างไรก็ตามหากราคาไม่ผ่านแนวต้านดังกล่าวได้อาจเผชิญแรงขายกดดันให้กลับลงมาทดสอบแนวรับ 4,065–4,000 เหรียญ (ราคาไทยประมาณ 65,200–64,500 บาท) ซึ่งมองเป็นโซนสำหรับทยอยสะสม
ทั้งนี้ ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงแนวทางดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช หลังเริ่มส่งสัญญาณให้น้ำหนักกับการลดขนาดงบดุลมากกว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ย หากแนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นจริงอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดยังขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งหากปรับตัวสูงขึ้น อาจกลับมากดดันราคาทองคำได้เช่นกัน
โดย เควิน วอร์ช ให้การต่อรัฐสภาสหรัฐฯ โดยระบุว่า การทบทวนงบดุลของเฟดซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะครอบคลุมถึงการกำหนดระดับเงินสำรองที่เหมาะสมของระบบการเงิน ซึ่งทำให้เฟดยังจำเป็นต้องถือครองพันธบัตรรัฐบาลในระดับหนึ่ง แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับจุดยืนที่วอร์ชย้ำมาโดยตลอด โดยในอดีตเขาเคยคัดค้านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และการขยายงบดุลของเฟดก่อนลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการเฟดในปี 2554 พร้อมมองว่า แม้เฟดอาจไม่สามารถกลับไปมีงบดุลขนาดเล็กเหมือนในปี 2549 ได้ แต่ยังสามารถปรับโครงสร้างงบดุลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีความยั่งยืนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank ประเมินว่า หมากการเงินใหม่ของเฟด “ลดงบดุลแต่ไม่ขึ้นดอกเบี้ย” อาจไม่ได้ส่งผลลบต่อค่าเงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ หากไม่สามารถผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้น โดยยกตัวอย่างกรณีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแม้จะทยอยลดขนาดงบดุล แต่ค่าเงินเยนยังคงอ่อนค่าลง นอกจากนี้การดำเนินนโยบายดังกล่าวยังอาจสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวและต้นทุนการกู้ยืมไม่ให้สูงขึ้น

