
“กรภัทร” ชี้ต่างชาติขาย PTT-TRUE แค่ปรับพอร์ต ชูพื้นฐานแกร่ง-ปันผลเด่น
“กรภัทร วรเชษฐ์” มองต่างชาติขาย PTT-TRUE เป็นเพียงการปรับ Position ระยะสั้น หลังซื้อหุ้นไทยหนักในเดือนก.ค. ชี้พื้นฐานพลังงาน-สื่อสารยังแข็งแกร่ง ชู PTT ลุ้นกำไรไตรมาส 2/69 แตะ 3.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ TRUE กำไร-ปันผลยังโต พร้อมจับตานักท่องเที่ยวจีนฟื้น หนุนธีมท่องเที่ยวเด่น
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 6 ส.ค.69 ว่า การขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานและสื่อสาร ยังไม่นับเป็นสัญญาณที่น่ากังวล เนื่องจากมองว่าเป็นเพียงการปรับสถานะการลงทุนระยะสั้น (Short-term Position Adjustment) หลังจากเดือนก.ค. นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยเข้ามาอย่างต่อเนื่องในระดับสูง
สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงาน นักลงทุนต่างชาติมีการเก็งกำไรตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นก่อนหน้า เมื่อสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มมีโอกาสคลี่คลาย และความกังวลด้านอุปทานน้ำมันลดลง จึงเห็นการปรับลด Position เพื่อบริหารความเสี่ยงระยะสั้น อย่างไรก็ตาม KSS ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มพลังงาน
นายกรภัทรระบุว่า แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มผ่อนคลาย แต่ราคาน้ำมันดิบยังมีโอกาสทรงตัวในระดับสูง โดยประเมินกรอบ 70-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และไม่น่าลดต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยสนับสนุนมาจากหลายประเทศที่นำน้ำมันสำรองออกมาใช้ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ระดับสต็อกลดลงมาก โดยหากต้องการให้ปริมาณสำรองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะต้องมีอุปสงค์และการเติมสต็อกในระดับแข็งแกร่งประมาณ 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่อเนื่องอีกราว 1 ปีครึ่ง จึงช่วยประคองราคาน้ำมันให้อยู่สูงกว่าฐานปกติ
ขณะเดียวกัน ธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมียังได้ประโยชน์จากภาวะอุปทานตึงตัว โดย KSS ประเมินว่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า ค่าการกลั่น หรือ GRM มีโอกาสอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติบริเวณ 10-12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของ Spread ขณะที่ซัพพลายใหม่มีจำกัด หลัง Capex ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกลดลงมากกว่าครึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
สำหรับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT นายกรภัทรมองว่ายังน่าสนใจทั้งในเชิง Earnings Play และการลงทุนระยะกลางถึงยาว โดย KSS คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ประมาณ 3.4-3.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 31% จากไตรมาสก่อน พร้อมมี Upside หากธุรกิจ Trading ทำได้ดีกว่าคาด
ขณะที่ Valuation ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเกือบ 6% ซึ่งมีโอกาสอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า รวมถึงปี 2571 ควบคู่กับแนวโน้มกำไรที่เติบโต ดังนั้นแรงขาย PTT ของนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา จึงมองเป็นเพียงการลด Position ระยะสั้น มากกว่าการเปลี่ยนมุมมองต่อปัจจัยพื้นฐาน
สำหรับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE มองว่าแรงขายในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการถือหุ้นของ China Mobile เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม จากการประชุมนักวิเคราะห์และการสื่อสารของฝ่ายบริหาร ระบุว่า China Mobile ยังคงมีความต้องการถือหุ้น TRUE ระยะยาว และหากมีการปรับลดสัดส่วน คาดว่าจะอยู่ที่ ไม่เกิน 1% หรือน้อยกว่า
KSS มองว่าการขายหุ้นบางส่วนอาจเป็นเพียงการบริหาร Position หรือจัดสรรเงินทุนไปลงทุนในส่วนอื่น ไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเติบโตของ TRUE โดยภายหลังการปรับสัดส่วน China Mobile ยังมีแนวโน้มถือหุ้นในระดับประมาณ 6-7%
ด้านราคาหุ้น TRUE ที่ปรับลงจากระดับสูงบริเวณ 14.60 บาทมากกว่า 1 บาท ทำให้ประเมินว่าแรงขายเริ่มมีโอกาสเบาบางและราคาหุ้นอาจเข้าสู่ช่วงสร้างฐาน โดยนักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นสามารถพิจารณาทยอยสะสมเป็นไม้แรกได้ แม้ระยะสั้นยังมีความผันผวน
ด้านปัจจัยพื้นฐาน TRUE ยังมีพัฒนาการเชิงบวก โดยจำนวนผู้ใช้บริการรวมเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านราย ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย หรือ Blended ARPU ปรับตัวดีขึ้นทั้งลูกค้ารายเดือนและเติมเงิน สะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้ที่ดีขึ้น
อีกปัจจัยสนับสนุนมาจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีการใช้อินเทอร์เน็ตและซิมสำหรับการเดินทางค่อนข้างสูง โดยในช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มเห็นนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินหยวน ช่วยลดต้นทุนการเดินทางมาไทยและหนุนแนวโน้มการฟื้นตัวในระยะถัดไป
นอกจากนี้ TRUE ยังเริ่มใช้นโยบายจ่ายเงินปันผลรายไตรมาส ซึ่ง KSS มองว่าสะท้อนความมั่นใจของฝ่ายบริหารต่อแนวโน้มกำไรและกระแสเงินสด โดยคาด Dividend Yield ทั้งปีนี้อยู่ที่ประมาณ 4% และมีโอกาสเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5% กลาง ๆ ในปีหน้า
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ TRUE จาก Turnaround Stock สู่ Growth Stock และกำลังขยับไปสู่ Income Stock ที่สร้างกระแสเงินสดและจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอมากขึ้น ขณะที่ผลประกอบการยังมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง
นายกรภัทรยังแนะนำให้จับตาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยว โดยมองว่ากลุ่มดังกล่าวกำลังอยู่ในช่วง Bottom Out หรือผ่านจุดต่ำสุดและเข้าสู่การฟื้นตัว พร้อมมีโอกาสเกิด Earnings Rerating ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
แม้จำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้อาจยังไม่เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ในช่วง 3-4 สัปดาห์ล่าสุดเริ่มเห็นโมเมนตัมของนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวชัดขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินหยวน ทำให้ต้นทุนเดินทางมาไทยลดลงและเพิ่มความน่าสนใจของประเทศไทยในด้านค่าใช้จ่าย
ขณะเดียวกัน การคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมันที่ลดลงจากระดับสูง ยังช่วยลด Travel Costs โดยเฉพาะต้นทุนของสายการบินและการเดินทางระหว่างประเทศ เป็นอีกแรงสนับสนุนต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว
ทั้งนี้ การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวยังมีโอกาสส่งผ่านประโยชน์ไปยังธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ทั้ง กลุ่มสื่อสาร ท่องเที่ยว โรงพยาบาล บริการ ค้าปลีก และไฟแนนซ์ ซึ่งหลายบริษัทมีราคาหุ้นถูกกดดันก่อนหน้า และมีโอกาสได้รับการ Rerating หากโมเมนตัมการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง

