Pi ชี้เป้า 12 หุ้นน่าเก็บ มอง SET ครึ่งปีหลังสดใส EPS นิวไฮ 110 บาท

บล.พาย (Pi) มองตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งหลังของปี 69 ยังคงสดใส รับแรงหนุนจากนักวิเคราะห์แห่ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 110 บาท ชี้ระดับดัชนีปัจจุบันมูลค่าน่าสนใจ พร้อมเปิด 12 หุ้นเด่นน่าสะสม นำทัพโดยกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์


นายวทัญ จิตต์สมนึก นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงมีความสดใสและน่าลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากมุมมองเชิงบวกของนักวิเคราะห์ (Bloomberg Consensus) ที่ทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุดได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 110 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือเป็นการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

โดยการปรับตัวขึ้นของ EPS ส่งผลให้ระดับมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ระดับ 1,613 จุด ปัจจุบันมีการซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) เพียง 14.6 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่แพง สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง จึงแนะนำให้ลงทุน 12 หุ้นเด่น เน้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานเติบโตโดดเด่นและมูลค่ายังไม่แพง

ได้แก่ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9, บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH, บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวสะท้อนความแข็งแกร่งจากผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่บริษัทจดทะเบียนทำกำไรสุทธิรวม 3.52 แสนล้านบาท เติบโต 12% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจที่อิงปัจจัยต่างประเทศ (External Play)

โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันและส่วนต่างปิโตรเคมีขาขึ้น จากเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA และ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA ที่มีสัญญาณเติบโตในอนาคต รับประโยชน์ด้านงบลงทุนของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก (Hyperscalers) ในห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center)

Back to top button