EV–Data Center เขย่าดีมานด์ไฟไทย โจทย์ใหญ่ PDP2026

PDP2026 รับมือโครงสร้างไฟฟ้าไทยเปลี่ยนครั้งใหญ่ EV–Data Center ดันดีมานด์ใหม่พุ่งถึงปี 2593 ขณะที่ EEP และการผลิตไฟใช้เองช่วยลดความต้องการจากระบบ มุ่งสู่ “พลังงานสีเขียวที่ยืดหยุ่น” และ Net Zero


ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของระบบพลังงาน เมื่อโครงสร้างความต้องการใช้ไฟฟ้าในอีกกว่า 20 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ จากการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ตลอดจนระบบขนส่งทางราง ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าใช้เองและมาตรการประหยัดพลังงานจะเข้ามามีบทบาทลดความต้องการไฟฟ้าจากระบบมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 หรือ PDP2026 ซึ่งครอบคลุมระยะเวลา 25 ปี และวางเป้าหมายปลายทางไปถึงปี 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ภายใต้แนวคิดการเปลี่ยนผ่านสู่ “พลังงานสีเขียวที่ยืดหยุ่น” ควบคู่กับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero

เมื่อมองไปถึงปี 2593 ทิศทางความต้องการพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยจะมีแรงขับเคลื่อนจากความต้องการใช้ไฟฟ้าส่วนเพิ่ม หรือ New Demand ในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV และศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ซึ่งเป็นสองกลุ่มที่มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น

ข้อมูลความต้องการพลังงานไฟฟ้าส่วนเพิ่ม ณ ปี 2593 ระบุว่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 91,736 GWh สูงที่สุดในกลุ่ม New Demand สะท้อนถึงบทบาทของภาคยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเข้ามาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อโครงสร้างความต้องการพลังงานของประเทศในระยะยาว

รองลงมาคือศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ในช่วง 42,468–55,744 GWh ทำให้ EV และ Data Center กลายเป็นสองแรงขับเคลื่อนหลักของความต้องการใช้ไฟฟ้าส่วนเพิ่มในปี 2593 โดยเฉพาะ Data Center ที่ช่วงประมาณการมีระดับตั้งแต่กว่า 4.2 หมื่น GWh ไปจนถึงกว่า 5.5 หมื่น GWh

นอกเหนือจาก EV และ Data Center แล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นอีกส่วนที่เพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยโครงการ EEC มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มจำนวน 7,791 GWh ขณะที่รถไฟความเร็วสูง (HST) มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 3,552 GWh

ด้านระบบขนส่งทางรางในเมืองรถไฟฟ้า MRT มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มอีก 708 GWh ขณะที่การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใหม่ มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 34 GWh

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ความต้องการไฟฟ้าส่วนเพิ่มจะเกิดขึ้นจากกิจกรรมหลายประเภท แต่สัดส่วนหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ EV และ Data Center อย่างชัดเจน โดย EV เพียงกลุ่มเดียวมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 9 หมื่น GWh ขณะที่ Data Center มีความต้องการอยู่ในระดับมากกว่า 4 หมื่น GWh และอาจสูงเกิน 5.5 หมื่น GWh ในปี 2593

อย่างไรก็ตาม ภาพของระบบพลังงานในอนาคตไม่ได้มีเพียงแรงกดดันจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะในอีกด้านหนึ่งยังมีมาตรการที่เข้ามาช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าจากระบบ โดยเฉพาะมาตรการประหยัดพลังงาน หรือ EEP ซึ่งมีตัวเลขอยู่ในช่วง 117,449–149,146 GWh

อีกปัจจัยหนึ่งคือแนวโน้ม IPS (BTMPV Adoption) หรือการผลิตไฟฟ้าใช้เอง ซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ 30,085 GWh และจะเข้ามามีบทบาทต่อโครงสร้างความต้องการใช้ไฟฟ้าในระยะยาวเช่นเดียวกัน

เมื่อพิจารณาภาพทั้งหมดร่วมกัน จึงเห็นได้ว่าโจทย์ของระบบไฟฟ้าไทยในปี 2593 ไม่ได้อยู่เพียงการรองรับ “ความต้องการใหม่” ที่เพิ่มขึ้นจาก EV, Data Center, EEC รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า MRT และนิคมอุตสาหกรรมใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาควบคู่กับผลจากมาตรการประหยัดพลังงานและการผลิตไฟฟ้าใช้เอง ซึ่งจะมีส่วนลดความต้องการพลังงานจากระบบ

ภาพดังกล่าวจึงทำให้ PDP2026 ต้องเผชิญกับโครงสร้างความต้องการพลังงานที่มีทั้งแรง “เพิ่ม” และแรง “ลด” เกิดขึ้นพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ New Demand จากเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ยานยนต์ และระบบขนส่งรูปแบบใหม่ ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือการประหยัดพลังงานและแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าใช้เอง

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงของความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วง 25 ปีข้างหน้าจึงเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานไทยไปสู่ปี 2593 ภายใต้แนวคิด “พลังงานสีเขียวที่ยืดหยุ่น” และเป้าหมาย Net Zero โดยมี EV และ Data Center เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของดีมานด์ใหม่ ขณะที่ EEP และ IPS จะเป็นอีกด้านของสมการที่เข้ามามีบทบาทต่อภาพรวมความต้องการพลังงานไฟฟ้าของประเทศในอนาคต

Back to top button