“กลุ่มอิเล็ก” ร่วงยกแผง! ตามเทคสหรัฐ หลัง Alphabet งบต่ำคาด-ต้นทุน AI พุ่ง

DELTA-KCE-HANA-CCET-SMT ร่วงหนัก! ตามหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ หลัง Alphabet บริษัทแม่ Google รายงานงบต่ำกว่าคาด ฉุดหุ้นดิ่ง 12.6% ขณะที่ ServiceNow-Fortinet ร่วงกว่า 20% ท่ามกลางความกังวลต้นทุนลงทุน AI พุ่ง กดดันบรรยากาศลงทุนทั่วโลก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ต.ค.69) ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ณ เวลา 10:02 น. อยู่ที่ระดับ 201.00 บาท ลบ 20.00 บาท หรือ 9.05% สูงสุดที่ระดับ 203.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 198.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,992.15 ล้านบาท

บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA อยู่ที่ระดับ 45.00 บาท ลบ 2.75 บาท หรือ 5.76% สูงสุดที่ระดับ 45.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 44.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 490.62 ล้านบาท

บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE อยู่ที่ระดับ 66.00 บาท ลบ 3.50 บาท หรือ 5.04% สูงสุดที่ระดับ 67.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 65.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 936.29 ล้านบาท

บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET อยู่ที่ระดับ 8.15 บาท ลบ 0.50 บาท หรือ 5.78% สูงสุดที่ระดับ 8.30 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 8.05 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 326.16 ล้านบาท

บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT อยู่ที่ระดับ 6.85 บาท ลบ 0.60 บาท หรือ 8.05% สูงสุดที่ระดับ 7.05 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 6.70 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 103.44 ล้านบาท

บริษัท ทีมพรีซิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TEAM อยู่ที่ระดับ 5.25 บาท ลบ 0.20 บาท หรือ 3.67% สูงสุดที่ระดับ 5.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 5.10 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9.76 ล้านบาท

ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Alphabet Inc. บริษัทแม่ของ Google ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลดลงประมาณ 12.6% หลังเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่มีรายได้ต่ำกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะธุรกิจโฆษณาบนระบบค้นหา (Search Advertising) ประกอบกับการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งส่งผลให้รายจ่ายลงทุนเพิ่มสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อกระแสเงินสดของบริษัท

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังต่อความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ทั้งในส่วนของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ระบบประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดแรงขายลดความเสี่ยงในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวลดลง 1.4% ยุติการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 4 วันทำการ

ขณะเดียวกัน หุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น ๆ ยังเผชิญแรงขายหลังเปิดเผยผลประกอบการ โดยเฉพาะ ServiceNow Inc. ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลดลงเกือบ 27% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในระยะถัดไป ขณะที่ Fortinet Inc. ผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากกว่า 20% จากความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของรายได้และแนวโน้มผลประกอบการ สะท้อนแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ

สำหรับตลาดหุ้นไทย แรงขายหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ส่งผลเชิงลบต่อจิตวิทยาการลงทุนในหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบประมวลผล ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังและลดความเสี่ยงในหุ้นกลุ่มดังกล่าว

นอกจากนี้ หุ้น DELTA ยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเฉพาะตัว หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิ 7,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ต่ำกว่าประมาณการเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่ 8,734 ล้านบาท หรือประมาณ 11.2% ท่ามกลางต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้นและการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นที่ยังเป็นไปอย่างจำกัด ส่งผลให้นักวิเคราะห์บางสำนักปรับลดราคาเป้าหมายหุ้น DELTA ภายหลังการประกาศผลประกอบการ

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ว่า ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ DELTA และ SCC ภายหลังการเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่ต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาด ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อดัชนี ขณะที่นักลงทุนยังต้องติดตามการประชุมนักวิเคราะห์ของ Delta Electronics ไต้หวัน เพื่อประเมินทิศทางธุรกิจและปัจจัยที่อาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นต่อหุ้น DELTA ในระยะถัดไป

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 30 ตุลาคม 2569 ว่า แม้ผลประกอบการของ DELTA จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการจัดหาผู้ผลิตวัตถุดิบรายใหม่ (Supplier) ทำให้การส่งมอบสินค้าปรับตัวดีขึ้น แต่บริษัทยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและการตั้งค่าเผื่อสินค้าคงคลัง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) ฟื้นตัวได้อย่างจำกัด

ทั้งนี้ DELTA มีอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 27.3% เพิ่มขึ้น 0.50 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อนหน้า จากสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง (Product Mix) ปรับตัวดีขึ้น และได้รับประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตาม ภาวะขาดแคลนวัตถุดิบทั่วโลก (Global Material Shortage) ทำให้บริษัทยังคงต้องสำรองวัตถุดิบและสินค้าคงคลังในระดับสูง เพื่อรองรับคำสั่งซื้อและรักษาความต่อเนื่องในการส่งมอบสินค้า

ขณะเดียวกัน การขาดแคลนชิ้นส่วนบางประเภท โดยเฉพาะหน่วยความจำ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านไปใช้หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) รุ่นใหม่ ส่งผลให้ลูกค้าบางส่วนชะลอการรับสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้า (Hub) ทำให้ DELTA ยังมีความเสี่ยงจากการตั้งค่าเผื่อสินค้าคงคลังต่อเนื่องอีกประมาณ 1–2 ไตรมาส ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้นในระยะสั้น

นอกจากนี้ ฟิลลิปประเมินว่าต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2570 โดย DELTA เตรียมเจรจากับคู่ค้าและผู้จัดหาวัตถุดิบในช่วงปลายปี 2569 เพื่อบริหารจัดการต้นทุน อย่างไรก็ตาม บริษัทอาจสามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้าได้เพียงบางส่วน ทำให้การฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 ฟิลลิปคาดว่ากำไรสุทธิของ DELTA จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้รวมกันประมาณ 57% ของยอดขายทั้งหมด ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสสร้างรายได้สูงสุดของปี 2569 ในไตรมาสสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ฟิลลิปประเมินว่าราคาหุ้น DELTA ในระยะสั้นอาจยังไม่โดดเด่น แม้กำไรจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/2569 เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นยังฟื้นตัวได้ช้า โดยคาดว่าสถานการณ์การสำรองสินค้าคงคลังจะเริ่มคลี่คลายตั้งแต่ไตรมาส 1/2570 เป็นต้นไป และอาจเปิดโอกาสให้บริษัททยอยกลับรายการค่าเผื่อสินค้าคงคลังเมื่อสามารถส่งมอบสินค้าได้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิในระยะถัดไป

ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามจากการประชุมนักวิเคราะห์ของ Delta Electronics ไต้หวัน เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ซึ่งนาย Cheng Ping ประธานกรรมการบริษัท เปิดเผยแผนขยายฐานการผลิตแห่งใหม่ในเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตให้มีขนาดใกล้เคียงกับฐานการผลิตในประเทศไทยภายในระยะเวลา 5 ปี พร้อมอนุมัติเพิ่มทุนประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่บริษัทย่อยในมาเลเซียผ่านกิจการในสิงคโปร์ เพื่อรองรับการลงทุนดังกล่าว

ประเด็นดังกล่าวทำให้นักลงทุนต้องติดตามแนวทางจัดสรรกำลังการผลิตและคำสั่งซื้อระหว่างฐานการผลิตในประเทศไทยกับมาเลเซียในอนาคต โดยเฉพาะประเภทผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตในโรงงานแห่งใหม่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าแผนขยายการลงทุนดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทแม่โยกย้ายคำสั่งซื้อออกจากประเทศไทย

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟิลลิป แนะนำให้ลงทุนตามวัฏจักรการดำเนินธุรกิจของ DELTA โดยประเมินว่าการทยอยกลับรายการค่าเผื่อสินค้าคงคลังในปี 2570 จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของความสามารถในการทำกำไร พร้อมปรับลดสมมติฐานอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) เหลือ 105 เท่า อ้างอิงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปี ลบ 1.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่งผลให้ปรับลดราคาเป้าหมายปี 2570 เหลือ 313 บาทต่อหุ้น แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”

Back to top button