
BAM จัดทัพล่าหนี้เสีย ดึง 3 แบงก์ใหญ่ตั้ง JV AMC ยื่นไฟลิ่งเดือนนี้
BAM เร่งเครื่องขยายธุรกิจบริหารหนี้เสีย รับซัพพลาย NPL-SM ล้นระบบเกือบ 9 แสนล้านบาท ตั้งเป้าซื้อหนี้ใหม่ 1.5-2 หมื่นล้านบาทในปี 70 พร้อมดึง 3 แบงก์ใหญ่ร่วมทุนตั้ง JV AMC เตรียมยื่นไฟลิ่งกับแบงก์ชาติในเดือนนี้ มั่นใจปีนี้จัดตั้งได้ 2 แห่ง ปีหน้าอีก 1 แห่ง ปูทางพอร์ตหนี้ระยะยาวแตะ 1.5 แสนล้านบาท เดินหน้าสลัดหนี้เก่า ปรับกลยุทธ์ซื้อเร็วขายเร็ว มุ่งเพิ่มกำไรสุทธิ
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในระบบสถาบันการเงินอยู่ที่ประมาณ 800,000-900,000 ล้านบาท และยังมีหนี้จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention: SM) อีกประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ขณะที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ทั้ง 98 แห่งในประเทศมีกำลังซื้อหนี้รวมกันไม่เกิน 100,000 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณหนี้ที่ออกมาขายมีมากกว่าความต้องการซื้ออย่างชัดเจน โดยปีนี้มีหนี้ออกประมูลกว่า 200,000 ล้านบาท และปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก
สำหรับแผนลงทุนซื้อหนี้ปี 2569 BAM ซื้อหนี้ได้ตามเป้าหมายแล้วประมาณ 13,000 ล้านบาท และคาดว่าจะซื้อเพิ่มได้อีกประมาณ 1,000 ล้านบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยเน้นหนี้ก้อนใหญ่กลุ่ม Corporate ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัท ส่วนปี 2570 ตั้งเป้าซื้อหนี้เพิ่มเป็น 15,000-20,000 ล้านบาท เตรียมงบลงทุนไม่เกิน 7,000 ล้านบาท รองรับการซื้อพอร์ตหนี้มูลค่าประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนหรือออกหุ้นกู้ใหม่ เนื่องจาก Social Bond ที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนสูง มียอดจองซื้อเกินกว่าที่เสนอขาย 2-3 เท่า ทำให้มีสภาพคล่องเพียงพอ
ดร.รักษ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน BAM เดินหน้าขยายความร่วมมือจัดตั้งบริษัทร่วมทุนบริหารสินทรัพย์ (JV AMC) กับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยเตรียมยื่น Filing ต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในรูปแบบ One Stop Service ภายในเดือนนี้ คาดว่าจะเห็นความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 2 แห่งภายในปีนี้ และอีก 1 แห่งในช่วงต้นปี 2570 รวม 3 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งจะเริ่มต้นด้วยมูลหนี้ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท รวมเบื้องต้นประมาณ 15,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายระยะยาวให้แต่ละ JV AMC มีมูลหนี้ไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท รวม 1.5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ จะกำหนดบทบาทไม่ให้แข่งขันกันเอง โดยบริษัทลูกเน้นหนี้รายย่อยมูลค่าต่ำกว่า 30 ล้านบาท ส่วน BAM จะดูแลหนี้ Corporate และ SME ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท
นอกจากนี้ BAM เร่งปรับโครงสร้างพอร์ตด้วยการระบายหนี้เก่าที่ตกค้างมาตั้งแต่ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งและก่อนโควิด ซึ่งถือครองมานานกว่า 20 ปี เพื่อลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและอายุความ โดยตั้งเป้าลดสัดส่วน Legacy Debt ให้ต่ำกว่า 50% พร้อมปรับรูปแบบการบริหารจากเดิมที่ถือครองหนี้และทรัพย์สินเป็นเวลานาน มาเป็นโมเดล “ซื้อเร็ว แก้หนี้เร็ว ระบายทรัพย์เร็ว” แม้กำไรต่อรายการอาจลดลง แต่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพการหมุนเวียนสินทรัพย์
ดร.รักษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการซื้อหนี้ก้อนใหญ่ (Big Ticket) ในไตรมาส 4/2569 ซึ่งเหลือเวลาไม่ถึง 10 สัปดาห์ บริษัทตั้งเป้าใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อซื้อหนี้หรือทรัพย์สินที่มีมูลหนี้รวมประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยเน้นลูกหนี้ไม่เกิน 5 ราย พร้อมปรับระบบจัดซื้อเป็น Book Building ให้ผู้ลงทุนลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อระบุประเภทหนี้ที่ต้องการ ครอบคลุม 7 ประเภทธุรกิจ ลดความเสี่ยงจากการซื้อหนี้โดยไม่มีผู้ซื้อรองรับ และจะเน้นทรัพย์ที่มีความต้องการสูง เช่น โรงแรม อาคารสำนักงาน และสนามกอล์ฟ ขณะที่หลีกเลี่ยงทรัพย์ที่มีความเสี่ยงหรือมีปริมาณในพอร์ตมากอยู่แล้ว เช่น โรงสี ที่ดิน และคอนโดมิเนียม
สำหรับผลประกอบการบริษัทลูก บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด หรือ Ari AMC คาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 200 ล้านบาทในช่วงสิ้นปี ส่วนบริษัท บริหารสินทรัพย์ อรุณ จำกัด หรือ Arun AMC คาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 100-150 ล้านบาท สิ้นปีนี้ โดยทั้งสองบริษัทจะได้รับกองหนี้ใหม่เข้ามาบริหารภายในสิ้นปีนี้ด้วย
ทั้งนี้ BAM ปรับตัวชี้วัดผลการดำเนินงานจากยอดเรียกเก็บ (Collection) มาให้ความสำคัญกับกำไรสุทธิ (Net Profit) มากขึ้น เนื่องจากยอดเรียกเก็บไม่ได้สะท้อนความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริง พร้อมเร่งผลักดัน 3 แคมเปญในไตรมาส 4 เพื่อสร้างกำไรสุทธิประมาณ 250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 150 ล้านบาท
ดร.รักษ์ กล่าวว่า ด้านการบริหารทรัพย์สิน BAM ตั้งเป้ารักษาจำนวนสินทรัพย์ในพอร์ตไม่ต่ำกว่า 24,000 ชิ้น โดยใช้แนวคิด “น้ำในตุ่ม” เมื่อขายทรัพย์ออกไปหรือแปลงหนี้เป็นทรัพย์สินแล้ว จะทยอยซื้อหนี้และทรัพย์ใหม่เข้ามาเติมให้สมดุล ไม่เน้นทุ่มซื้อหนี้ก้อนใหญ่จนเกิดภาระทางการเงินเหมือนในอดีต พร้อมปรับระยะเวลาถือครองทรัพย์เหลือประมาณ 12-18 เดือน และตั้งเป้าสร้าง Margin ราว 30% ก่อนส่งต่อให้ผู้ซื้อสามารถนำไปพัฒนาหรือขายต่อได้ ทั้งนี้ บริษัทจะกลับมาเน้นหนี้ Corporate และ SME เป็นหลัก โดยไม่เน้นสินเชื่อบ้านพักอาศัยที่มีมูลค่าต่ำกว่า 15 ล้านบาท
สำหรับการช่วยเหลือลูกหนี้ BAM เดินหน้าแคมเปญ “แลกทรัพย์ ลดหนี้” เปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูงกว่าเงินต้นนำทรัพย์มาแลกกับทรัพย์พร้อมอยู่เพื่อชำระหนี้ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์หรือบังคับคดี หากมูลค่าทรัพย์หลังหักหนี้แล้วยังเหลือ ลูกหนี้จะได้รับเงินส่วนต่างคืนด้วย โดยจะเริ่มทดลอง Sandbox จำนวน 50 รายแรกในสัปดาห์นี้ (2-6 พ.ย.2569) และปรับเพิ่มเพดานมูลค่าทรัพย์มหาชนจากเดิม 3 ล้านบาทเป็น 5 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการบ้านหลังแรกสำหรับพนักงานและข้าราชการระดับ C3-C5 สามารถผ่อนชำระตรงกับ BAM ผ่านการหักบัญชีเงินเดือน โดยไม่ต้องตรวจเครดิตบูโร รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยมาตรการตรึงต้นและตัดต้น เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบการเงินได้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน บริษัทปรับลดระยะเวลาชำระเงินให้ผู้ประกอบการ SME เหลือ 30 วัน จากเดิม 180 วัน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและช่วยให้ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้สม่ำเสมอขึ้น
ส่วนการบริหารทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ซึ่งกว่า 70% เป็นห้องชุด บริษัทเดินหน้าโครงการ “กองทัพมด” สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยเข้าซื้อทรัพย์ครั้งละ 3-5 รายการเพื่อนำไปปรับปรุงและขายต่อ พร้อมชะลอการทำ MOU เพิ่มกับ Developer รายใหญ่ และได้ปิดการขายที่ดินแปลงใหญ่บริเวณยาวใหญ่ให้กับนักลงทุนท้องถิ่นแล้ว ซึ่งคาดว่าจะนำไปพัฒนาเป็นโรงแรม
นอกจากนี้ BAM เตรียมพัฒนาแพลตฟอร์ม BAM e-Marketplace โดยวางตำแหน่งเป็นผู้ให้บริการ (Service Provider) ด้านการบริหารพอร์ตหนี้และทรัพย์สินรอการขายให้กับธนาคาร พร้อมตั้งเป้าเริ่มต้นนำทรัพย์เข้าสู่ระบบ 100,000 ยูนิต เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและสร้างรายได้จากค่าบริการ โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งธนาคารต้นทาง BAM และ AMC รายย่อยที่รับซื้อหนี้ต่อไปบริหาร
ดร.รักษ์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้ามีโอกาสเผชิญความท้าทายมากกว่าปีนี้ เนื่องจากยังขาดปัจจัยทวีคูณทางเศรษฐกิจ ที่จะช่วยกระตุ้นการเติบโต หากประชาชนยังไม่มีช่องทางสร้างรายได้ใหม่หรือขาดทางออกในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ภาระหนี้ที่มีอยู่ก็อาจทยอยกลายเป็น NPL เพิ่มขึ้นในอนาคต

