GRAMMY คาดปี 64 เทิร์นอะราวด์ หลังปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่-ปักหมุดลุยกัญชง!


นายธนากร มนูญผล รองกรรมการอำนวยการ – หน่วยงาน Group Investment บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAMMY เปิดเผยว่า แนวโน้มผลงานในปี 64 คาดว่าจะพลิกกลับมามีกำไรจากปีก่อนที่ผลงานของบริษัทขาดทุนราว 175 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงไตรมาส 4/64 มีการปรับโครงสร้างธุรกิจในเครือของ GRAMMY ใหม่ ทำให้มีการบันทึกผลขาดทุนเข้ามา 250 ล้านบาท กดดันภาพรวมของผลการดำเนินงานทั้งปี 63 ทำให้เกิดผลขาดทุนขึ้น แต่ในปี 64 การปรับโครงสร้างของธุรกิจในเครือแล้วเสร็จบริษัทจะไม่มีการบันทึกผลขาดทุนดังกล่าวเข้ามาแล้ว ทำให้ไม่มีแรงกดดันดังกล่าวเข้ามา และแนวโน้มผลงานของบริษัทจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น

ทั้งนี้แม้ว่าในช่วงไตรมาส 1/64 จะยังคงมีปัจจัยการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ที่เกิดขึ้น กระทบธุรกิจในเครือของบริษัทค่อนข้างมาก เช่น ธุรกิจเพลงที่ได้รับผลกระทบในเรื่องการนำศิลปินไปออกงานต่างๆของสปอนเซอร์ การจ้างศิลปินไปร้องเพลงตามสถานบันเทิงต่างๆ และการนำเพลงที่เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทไปเปิดในสถานที่ต่างๆลดลงประกอบกับการจัดงานคอนเสิร์ตและอีเว้นท์ต่างๆของธุรกิจโชว์บิสได้เลื่อนออกไป จากการที่ปิดให้บริการบางสถานที่และงดกิจกรรมบางประเภทในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. 64 ตามมาตรการที่ภาครัฐประกาศ ซึ่งกระทบต่อรายได้ของบริษัทในช่วงไตรมาส 1/64 เข้ามาพอสมควร

อย่างไรก็ตามหลังจากโควิด-19 รอบใหม่ในปัจจุบันเริ่มคลี่คลายลง บริษัทมองว่าทิศทางของธุรกิจจะค่อยๆกลับมาฟื้นตัวขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวกลับมาของผลงานชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 64 หากภาครัฐกลับมาเปิดเมืองได้อย่างเต็มที่ และโควิด-19 ไม่กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเพลง ธุรกิจโชว์บิส และธุรกิจภาพยนตร์ในเครือของบริษัทเริ่มมีผลงานต่างๆออกมาสร้างรายได้เข้ามาให้กับบริษัทได้มากขึ้น โดยที่งานโชว์บิสที่เตรียมจัดแสดง และภาพยนตร์ที่จะเข้าฉายในปีนี้ส่วนใหญ่คาดว่าจะทยอยออกมาในช่วงไตรมาส 4/64 โดยวางแผนจัดงานคอนเสิร์ตและเฟสติวัลในปี 64 จำนวน 15 งาน และภาพยนตร์ที่เตรียมออกฉาย จำนวน 4 เรื่อง

นอกจากนี้ธุรกิจเพลงยังมีปัจจัยหนุนมาจากการที่บริษัทนำเพลงและผลงานต่างๆของบริษัทให้บริการในออนไลน์ดิจิทัลแพลตฟอร์มของพันธมิตรต่างๆ เช่น Youtube, Facebook, Jook, Spotify, Apple Music และ Viu ซึ่งสามารถทำรายได้ให้กับบริษัทเข้ามาได้ค่อนข้างมาก และมีรายได้ในธุรกิจเพลงที่มาจากการให้บริการผ่านออนไลน์ดิจิทัลแพลตฟอร์มในสัดส่วนที่สูงถึง 34% ซึ่งมองว่าการฟังเพลงหรือรับชมผลงานต่างๆของบริษัทผ่านออนไลน์ดิจิทัลแพลตฟอร์มจะยังคงเติบโตขึ้นตามกระแสการเปลี่ยนแปลงการรับชมของผู้บริโภคที่ใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งบริษัทยังคงเกาะกระแสดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ที่เป็นไปตามความนิยมของคนในปัจจุบัน โดยปัจจุบันธุรกิจเพลงยังคงมีสัดส่วนรายได้มากที่สุดของบริษัทที่ 55%

ส่วนธุรกิจโฮมช้อปปิ้งภายใต้การดำเนินงานของ GMM O Shopping นั้นในปีนี้ 64 คาดว่ารายได้จะกลับมาเติบโตได้ในระดับตัวเลข 2 หลัก จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การจับจ่ายใช้สอยเริ่มกลับมามากขึ้น และการที่บริษัทวางแผนร่วมมือกับพันธมิตรในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อกระตุ้นและดึงดูดความน่าสนใจในการซื้อสินค้า ซึ่งล่าสุดได้ร่วมมือกับบริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KISS และบริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD ในการเตรียมออกผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกัญชง ออกมาจำหน่าย ซึ่งเป็นโอกาสในการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเข้ามาสร้างโอกาสในการแข่งขันในภาวะที่ธุรกิจโฮมช้อปปิ้ในประเทศแข่งขันกันอย่างรุนแรง โดยปัจจุบันธุรกิจโฮมช้อปปิ้งมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 31%

“ปี 64 มองผลงานทั้งรายได้และกำไรจะ Pick up จากปี 63 เพราะเรามองว่าการปิดเมืองจะลดลง ธุรกิจและ Activity ต่างๆจะเริ่มทยอยกลับมา ผับบาร์ก็เริ่มเปิดมากขึ้น ทำให้ศิลปินเราออกไปเล่นดนตรีได้ และเรายังกลับมาจัดงานโชว์บิสต่างๆได้ตามแผน ซึ่งมองว่าการเปิดเมืองอย่างเต็มที่คงเป็นช่วงปลายไตรมาส 3/64 หรือต้นไตรมาส 4/64 แต่เรายังมียอดรายได้ที่เข้ามาจากดิจิทัลแพลตฟอร์มเข้ามาช่วยสนับสนุนอยู่ แต่ยังมองว่าปีนี้จะมีกำไรก็คงยังไม่มากเท่ากับปี 62 ที่เคยทำได้ 341 ล้านบาท ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา 3 ปี กำไรเราจะฟื้นขึ้นไปสูงกว่าปี 62 แต่โครงสร้างธุรกิจเราเริ่มชัดเจนมากขึ้นหลังจากเราผ่านการปรับโครงสร้างธุรกิจไปแล้วในปลายปีก่อน และตอนนี้เข้าสูช่วงที่ 2 ในการ Rebuild ธุรกิจค่อยๆเติบโตไป ก็มั่นใจว่าหลังจากเราผ่าตัดครั้งใหญ่ไปแล้ว แต่ละกลุ่มธุรกิจก็ทยอยเริ่มสร้างผลงานให้เติบโต สร้างฐานที่แข็งแรง ผลักดันให้รายได้และกำไรของบริษัทเติบโตขึ้น”  นายธนากร กล่าว

สำหรับแผนการนำบริษัท เดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ONE) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนในเครือของ GRAMMY เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้นยังคงต้องรอการพิจารณาจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท หากมีการเพิ่มทุนแลขเสนอขาย IPO แล้วบริษัทจะมีสัดส่วนถือหุ้นในบริษัท เดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ลดลงเหลือ 25% จากปัจจุบันถือหุ้นในสัดส่วน 27% ซึ่งการนำบริษัท เดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ เสนอขาย IPO และเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะมองเห็นศักยภาพของธุรกิจของบริษัท เดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ที่มีช่อง ONE 31 ที่สร้างรายได้และกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 63 บริษัท เดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ มีรายได้ 3.21 พันล้านบาท และมีกำไร 633.9 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรในการร่วมมือทางธุรกิจเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงไตรมาส 2/64

Back to top button