
DITTO ปั้น “Blu Green Token” ระดมทุน 480 ล้านบาท จ่อเปิดจองไตรมาส 3
DITTO เตรียมเสนอขาย “Blu Green Token” โทเคนดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อมรายแรกของไทย จำนวน 400 ล้านโทเคน ราคา 1.20 บาทต่อโทเคน ระดมทุนไม่เกิน 480 ล้านบาท อ้างอิงคาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลน 4 แสนตัน พร้อมกลไกคุ้มครองเงินลงทุนและผลตอบแทนทบต้น 3% ต่อปี คาดเปิดจองและเข้าซื้อขายในไตรมาส 3/69 รับเทรนด์ลดโลกร้อนและความต้องการคาร์บอนเครดิตที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเสนอขาย “Blu Green Token” โทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีคาร์บอนเครดิตจากโครงการปลูกป่าชายเลนเป็นสินทรัพย์อ้างอิง โดยกำหนดราคาเสนอขาย 1.20 บาทต่อโทเคน จำนวน 400 ล้านโทเคน คิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวมไม่เกิน 480 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดจองซื้อรวมถึงเข้าจดทะเบียนซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลภายในไตรมาส 3 ปีนี้
ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต โดยมีคาร์บอนเครดิตจำนวน 400,000 ตันเป็นสินทรัพย์อ้างอิง พร้อมกำหนดกลไกคุ้มครองผู้ลงทุน กรณีผู้ออกโทเคนดิจิทัลไม่สามารถจำหน่ายคาร์บอนเครดิตอ้างอิงได้ตามที่กำหนด ผู้ถือโทเคนจะมีสิทธิได้รับเงินลงทุนเริ่มต้นคืนพร้อมผลตอบแทนทบต้นสะสมในอัตรา 3% ต่อปี
นายฐกร กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการดังกล่าวมาจาก บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด (STCT) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ DITTO ที่มีประสบการณ์ดำเนินโครงการพิพิธภัณฑ์ป่าชายเลนมาอย่างต่อเนื่อง จนมีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศป่าชายเลน โดยเห็นถึงศักยภาพของป่าชายเลนในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประกอบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาภาวะโลกร้อนมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในหลายพื้นที่ บริษัทจึงมองว่าภาคเอกชนไทยควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ขณะเดียวกัน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ส่งผลให้ STCT ได้รับสิทธิในการดูแลพื้นที่ป่าชายเลนรวมกว่า 175,196.05 ไร่
“โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตถือเป็นโอกาสทางธุรกิจและเป็น New S-Curve ของ STCT ในอนาคต เพราะสามารถสร้างรายได้ระยะยาวควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง ช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และสร้างรายได้ให้กับชุมชนผ่านการจ้างงานดูแลรักษาป่า จึงเป็นโครงการที่มุ่งสร้างความยั่งยืนให้ทั้งสิ่งแวดล้อมและชุมชน” นายฐกรกล่าว
นายฐกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยยังอยู่ในรูปแบบภาคสมัครใจ แต่มีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านสู่ภาคบังคับในอนาคตภายหลังการบังคับใช้กฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของภาครัฐ โดยการมีระบบคาร์บอนเครดิตที่เข้มแข็งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก รวมถึงรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า
นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 380 ล้านตันต่อปี ขณะที่โครงการปลูกป่าชายเลนของบริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้บริษัทมองว่าความต้องการคาร์บอนเครดิตมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป รวมถึงแนวโน้มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ด้าน นายชัยทัด กุลโชควณิช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน DITTO กล่าวว่า STCT ได้จัดสรรพื้นที่ป่าปลูกใหม่จำนวน 17,531.04 ไร่ จากพื้นที่ที่ได้รับสิทธิทั้งหมด มาใช้เป็นโครงการอ้างอิงสำหรับการออกและเสนอขาย Blu Green Token โดยคาดว่าพื้นที่ดังกล่าวจะสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้มากกว่า 1 ล้านตันภายในระยะเวลา 7 ปี
อย่างไรก็ตาม บริษัทนำคาร์บอนเครดิตเพียง 400,000 ตันมาใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงสำหรับโครงการ ขณะที่ส่วนที่เหลือจะสำรองไว้รองรับความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน
สำหรับชื่อ “Blu Green Token” มาจากคุณสมบัติของคาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลนที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Blue Carbon เนื่องจากสามารถดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าป่าบกหลายเท่า อีกทั้งยังช่วยรักษาระบบนิเวศชายฝั่ง ลดการกัดเซาะชายฝั่ง และส่งเสริมอาชีพของชุมชนท้องถิ่น ส่วนคำว่า Green Token สะท้อนถึงลักษณะของโทเคนดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม
นายชัยทัด กล่าวว่า บริษัทคาดว่าจะเปิดจองซื้อและนำ Blu Green Token เข้าซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลภายในไตรมาส 3 ปีนี้ โดยเมื่อเข้าจดทะเบียนแล้ว ผู้ถือโทเคนสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตลอด 24 ชั่วโมงตามกลไกของตลาด
นอกจากนี้ DITTO ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ STCT และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีผลประกอบการปีล่าสุดที่มีรายได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิประมาณ 600 ล้านบาท พร้อมสถานะทางการเงินและสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าสามารถให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ STCT ได้ตามความจำเป็น หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ส่งผลกระทบต่อโครงการในอนาคต
ด้านนายวันรบ บุญธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) ในฐานะผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) กล่าวว่า Blu Green Token ถือเป็นตัวอย่างของการนำแนวคิด Tokenization มาประยุกต์ใช้กับสินทรัพย์จริง (Real-World Assets: RWA) โดยมีโครงการและสินทรัพย์อ้างอิงที่สามารถตรวจสอบได้
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สามารถออกและเสนอขายได้แล้ว และนับเป็นรูปแบบหนึ่งของการระดมทุนสีเขียว (Green Financing) ภายใต้กรอบกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นายวันรบกล่าวว่า Blu Green Token เปิดโอกาสให้นักลงทุนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่าชายเลน พร้อมรับโอกาสผลตอบแทนจากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตอ้างอิงจำนวน 400,000 ตัน ซึ่งมีกำหนดเริ่มทยอยจำหน่ายตั้งแต่ปีที่ 5 ของโครงการเป็นต้นไป ขณะเดียวกันยังมีกลไกคุ้มครองเงินลงทุนเริ่มต้นพร้อมผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปี ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
“Blu Green Token จะเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ที่สามารถเชื่อมโยงเงินทุนจากผู้ลงทุนไปสู่โครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมเปิดโอกาสในการรับผลตอบแทนจากมูลค่าคาร์บอนเครดิตที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต” นายวันรบกล่าว

