ธปท. ผนึก 5 แบงก์ ดีเดย์ 10 ก.ย. ปิดช่องทุนเทา คุมเข้มทองคำ-คริปโท

ผู้ว่าการ ธปท. กางวิสัยทัศน์เวที The Bangkok Business Summit 2026 ชู 4 เสาหลักขับเคลื่อนไทยหลุดพ้นกับดักเศรษฐกิจโตต่ำ ผนึก 5 สถาบันการเงินยกระดับระบบการเงินดิจิทัล สกัดบัญชีม้า-เว็บพนัน-มัลแวร์ดูดเงิน พร้อมคุมเข้มธุรกรรมทองคำและคริปโทฯ ที่มีความผิดปกติ ปั้น “Bangkok Blueprint” สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ก.ย.69) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ภายในงานประชุม The Bangkok Business Summit 2026 ว่า ปัจจุบันโลกอยู่ในยุคที่เผชิญกับปัจจัยกระทบ (Shocks) บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ทั้งวิกฤตโรคระบาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงวิกฤตด้านอาหาร พลังงาน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI)

โดยวิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เส้นทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (Growth Trajectory) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากหลังวิกฤตต้มยำกุ้งที่เติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 5.3% เหลือเฉลี่ย 3.7% หลังวิกฤตการเงินโลก และหลังช่วงวิกฤตโควิด-19 เหลือเพียง 2.4% ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องใช้เวทีระดับโลกอย่าง IMF-World Bank แสดงวิสัยทัศน์ในการสร้างความเชื่อมั่น และขับเคลื่อนประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักเศรษฐกิจเติบโตต่ำ

ทั้งนี้ การประชุมร่วมระดับโลกในฐานะที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank ในเดือนตุลาคม 2569 ได้ชูแนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” แบ่งเป็น 4 เสาหลัก ได้แก่ 1. การปรับตัวทางดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ 2. การสร้างความยืดหยุ่นในโลกที่แตกแยก 3. โครงสร้างทางการเงินเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 4. การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์และเศรษฐกิจผู้สูงวัย

ขณะเดียวกัน ธปท. อยู่ระหว่างเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทางการเงินของไทยให้ครอบคลุมประชากรมากที่สุด หลังความสำเร็จของระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ที่ปัจจุบันมียอดลงทะเบียนสูงถึง 83 ล้านบัญชี ควบคู่ไปกับแอปพลิเคชันเป๋าตัง ที่มีฐานผู้ใช้งานทะลุ 40 ล้านคน ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะและอาวุธสำคัญของภาครัฐ เพื่อสร้างช่องทางตรงให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือทางการเงินได้อย่างแม่นยำ

พร้อมทั้งเตรียมยกระดับมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงบนระบบโมบายแบงก์กิ้ง เพื่อรับมือกับมิจฉาชีพทางไซเบอร์ และตั้งเป้าหมายล้างบางแอปพลิเคชันดูดเงิน (Malware) ให้เป็นศูนย์ และลดความสูญเสียจากการหลอกให้โอนเงินลง 80% เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตกเป็นเป้าหมายหลัก และครองสัดส่วนความเสียหายสูงถึง 2 ใน 3 ของโลก ซึ่งการเร่งบังคับใช้มาตรการดังกล่าวจะช่วยอุดรอยรั่ว และยับยั้งเม็ดเงินไหลออกจากระบบเศรษฐกิจกว่า 43,000 ล้านบาทต่อปี

ขณะที่วันที่ 10 กันยายน 2569 ธปท. และสถาบันการเงิน 5 แห่ง ร่วมกันลงนามในสัญญาประกาศเจตนารมณ์ เพื่อจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน และไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของการทุจริตและฟอกเงิน โดยจะมุ่งเป้าไปที่การกำหนดข้อปฏิบัติที่ชัดเจนให้บล็อกบัญชีม้า หรือบัญชีที่รับโอนเงินทุจริตอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน รวมถึงสกัดไม่ให้ระบบ Payment Gateway มารองรับการจ่ายเงินของกลุ่มพนันออนไลน์และมิจฉาชีพ

สำหรับความสำเร็จจากการยกระดับมาตรการป้องกัน หรือ “ล้อมคอก” ภัยทางการเงิน เพื่อสกัดกั้นเม็ดเงินผิดกฎหมายในครั้งนี้ ธปท. เตรียมนำไปผลักดันเป็นพิมพ์เขียว “Bangkok Blueprint” ของประเทศไทย เพื่อนำเสนอต่อเวทีประชุม IMF-World Bank ที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติในอนาคต

ส่วนประเด็นปัญหาการฟอกเงินผ่านร้านทอง และการตรวจสอบของแบงก์ชาติ พบว่า มีร้านทองหลายแห่งที่กลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็นแหล่งฟอกเงิน และแปลงเงินแบบผิดปกติให้เป็นทองคำ เบื้องต้นได้สั่งตรวจสอบธุรกรรมที่น่าสงสัยอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการซื้อทองบนแอปพลิเคชัน และถอนทองจริงในปริมาณสูงตั้งแต่ 2 กิโลกรัม หรือ 10 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้ยอดถอนทองในปริมาณสูงลดลงถึง 70%

สำหรับจุดอ่อนสำคัญของระบบการซื้อขายทองคำในปัจจุบัน คือ ไม่มีการบันทึกข้อมูลธุรกรรมอย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้ซื้อหรือขาย แตกต่างจากการทำธุรกรรมซื้อขายหุ้น ตราสารหนี้ หรือคริปโทเคอร์เรนซี ที่มีระบบตรวจสอบและบันทึกร่องรอยการทำธุรกรรมทางการเงินไว้อย่างครบถ้วนทั้งระบบ

นอกจากนี้ ในส่วนของปริมาณการซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีพุ่งสูงผิดปกติมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาราว 1 ปี เบื้องต้นได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลหลักอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งตรวจสอบความผิดปกติของการทำธุรกรรมดังกล่าวแล้ว

“เงินที่ไม่ถูกต้องทั้งหมดสุดท้ายต้องไหลผ่านสถาบันการเงินเพื่อดึงออกเป็นเงินสด เมื่อเข้าไปสกัดกั้นสำเร็จ มิจฉาชีพจึงเปลี่ยนไปแปลงเป็นสินทรัพย์อื่นแทน เช่น ทองคำ เงินตราต่างประเทศ และคริปโทเคอร์เรนซี แม้จะไม่ได้คุมอสังหาริมทรัพย์ หรือรถหรู แต่สินทรัพย์กลุ่มนี้เกี่ยวพันกับเงินสดที่ ธปท. ดูแลโดยตรง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องขยายขอบเขตอำนาจตามไปปิดทุกช่องโหว่ เพื่อตัดวงจรการฟอกเงินให้เด็ดขาด” นายวิทัย กล่าว

Back to top button