
ธปท. ชี้ดอกเบี้ยกระทบทุนจำกัด ทุนสำรองแน่น 3 แสนล้านเหรียญ
ธปท. ชี้ส่วนต่างดอกเบี้ยกดดันเงินทุนจำกัด มั่นใจ “เงินบาท” มีเสถียรภาพ ทุนสำรองแกร่ง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 ก.ย.69) นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายว่า ภาพรวมของค่าเงินบาทในปัจจุบันเคลื่อนไหวตามทิศทางของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสำคัญ โดยมีปัจจัยหลักมาจากพัฒนาการของเศรษฐกิจโลก การดำเนินนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศแกนหลัก และประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับความกังวลเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ ธปท. ประเมินว่าตลาดการเงินได้คาดการณ์และรับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปล่วงหน้าแล้ว (Priced in) ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ยังคงรักษาเสถียรภาพได้ดีในช่วงที่ผ่านมา
ขณะที่กรณีของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ล่าสุดที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปสู่ระดับ 1.25% นั้น ถือเป็นระดับที่ไม่ได้ทิ้งห่างจากอัตราดอกเบี้ยของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับมติคณะกรรมการ BOJ ที่ออกมา 7 ต่อ 2 เสียง ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เป็นเอกฉันท์อย่างชัดเจน ส่งผลให้ตลาดการเงินปรับลดน้ำหนักการคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นในรอบถัด ๆ ไปลง
นายสุรัช ย้ำว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในระดับปัจจุบันถือว่ามีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าจะยึดการพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจเป็นหลัก (Outlook Dependent) ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวต่ำกว่าศักยภาพและกระจายตัวไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply) และคาดว่าจะทยอยปรับลดลงในปี 2570 ดังนั้น นโยบายการเงินของไทยจึงยังสามารถอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายได้ ควบคู่ไปกับการผสมผสานนโยบายด้านอื่น ๆ เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
ด้านเสถียรภาพระบบการเงินต่างประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่งและมีกันชน (Buffer) ที่หนาแน่น สะท้อนจากยอดเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิที่สูงกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทะลุเกณฑ์มาตรฐานสากล และมีมูลค่าครอบคลุมภาระหนี้ต่างประเทศระยะสั้นได้ถึง 2.8 เท่า
“ด้วยเสถียรภาพที่แข็งแกร่ง ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรงจึงจำกัดอยู่ในวงแคบ แม้ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะมีเงินทุนไหลออกจากไทยไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ธปท. จึงไม่ได้มีความกังวลต่อสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายในขณะนี้” นายสุรัชกล่าว
นอกจากนี้ สถิตินับตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน พบว่ากระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ยังคงสถานะไหลเข้าลงทุนในสินทรัพย์ของไทยสุทธิรวมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมีแรงซื้อไหลเข้าสะสมอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร

