
‘ดีเซล B20-แก๊สโซฮอล์ E20’ พลังงานชีวภาพ ยุทธศาสตร์สำคัญสร้างความมั่นคงของไทย
ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้รัฐบาลตัดสินใจส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ ช่วยดูดซับผลผลิตทางการเกษตรของไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน
ล่าสุดมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เห็นชอบปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ลง 5.60 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 ลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 27 มกราคม 2570 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายระยะสั้นให้กับประชาชนและภาคขนส่ง พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้หันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ที่สามารถผลิตได้เองในประเทศ
ทั้งนี้ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจต่อประชาชน นอกเหนือจากภาครัฐที่ออกมาตรการแล้ว ภาคเอกชนทั้งผู้ค้าน้ำมันและค่ายรถยนต์ ต่างออกมาสนับสนุนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และดีเซล B20 ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
- สนับสนุนนโยบายภาครัฐ
ขณะที่กลุ่ม ปตท. ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งแก๊สโซฮอล์ E20 และดีเซล B20 ผ่านเครือข่ายสถานีบริการพีทีที สเตชั่น พร้อมขานรับนโยบายในการปรับราคาขายปลีกหน้าปั๊มให้สอดคล้องกับมาตรการภาครัฐ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและภาคการขนส่งในระยะสั้น
นอกเหนือจากการดูดซับผลผลิตทางการเกษตรในประเทศ ช่วยสร้างเสถียรภาพทางราคาให้กับพืชผลทางการเกษตรของไทย พร้อมทั้งสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรแล้ว การสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาพลังงานสะอาดเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในระยะยาว
สำหรับน้ำมันดีเซล B20 และแก๊สโซฮอล์ E20 เชื้อเพลิงทั้งสองชนิดคือ “พลังงานชีวภาพ” (Biofuels) ที่นำผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศมาแปรรูปและผสมเข้ากับน้ำมันเชื้อเพลิงพื้นฐานในสัดส่วน 20% โดยปริมาตรเพื่อทดแทนการใช้น้ำมันปิโตรเลียม
โดยดีเซล B20 มีส่วนการผสมจาก ไบโอดีเซล (B100) 20% + น้ำมันดีเซลพื้นฐาน 80% ใช้สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ส่วนแก๊สโซฮอล์ E20 มีส่วนการผสมจาก เอทานอลบริสุทธิ์ (99.5%) 20% + น้ำมันเบนซินพื้นฐาน (ชนิดที่ 1) 80% ใช้สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน
- ยานยนต์ที่ผู้ผลิตรับรอง
ทั้งนี้ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) และกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ยืนยันว่ายานยนต์ที่ผู้ผลิตรับรองสามารถเติมได้ทันทีโดยไม่กระทบสมรรถนะเครื่องยนต์ และยังคงได้รับการรับประกันตามเงื่อนไขปกติ
กลุ่มรถที่รองรับดีเซล B20 (รวม 1,135 รุ่น จาก 15 แบรนด์) ครอบคลุมรถกระบะ รถอเนกประสงค์ (PPV) และรถบรรทุกขนาดใหญ่ อาทิ Toyota, Isuzu, Mitsubishi, Ford, Mazda, Nissan, MG, GWM, Chevrolet, Hyundai, Hino, UD Trucks, Volvo Trucks, Scania และ MAN
ขณะที่กลุ่มรถที่รองรับแก๊สโซฮอล์ E20 (รถยนต์ 273 รุ่น จาก 16 แบรนด์ และมอเตอร์ไซค์ 138 รุ่น จาก 5 แบรนด์) อาทิ Toyota, Lexus, Honda, Mazda, Mitsubishi, Nissan, Suzuki, Ford, BMW & MINI, Mercedes-Benz, Volvo, BYD, GWM, Changan, Geely และรถจักรยานยนต์ Honda, Yamaha, Suzuki, Kawasaki และ Royal Enfield
โดยผู้บริโภคสามารถตรวจสอบรุ่นรถ ที่สามารถใช้น้ำมัน B20 และ E20 ได้จากผู้แทนจำหน่ายหรือศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ คู่มือการใช้งาน สัญลักษณ์หรือสติ๊กเกอร์บริเวณฝาถังน้ำมัน หรือ รายชื่อรุ่นรถตามประกาศรับรองของกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
- จุดให้บริการ
ปัจจุบันสถานีบริการชั้นนำมีจุดจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ E20 และดีเซล B20 รองรับความต้องการใช้งานแก่ประชาชนทั่วประเทศ โดย พีทีที สเตชั่น จำหน่าย E20 2,369 สถานี และ B20 515 สถานี ทั่วประเทศ และยังคงเร่งขยายเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ง่าย วางแผนเส้นทางได้มั่นใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทางหรือจุดเติม
ด้านผลลัพธ์ความประหยัดที่เป็นรูปธรรม (เทียบราคา E20 และ B20 ณ ตุลาคม 2569 ที่ 33.50 บาทต่อลิตร) E20 เมื่อเทียบกับแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) พลังงานที่ได้ แม้จะลดลง 4 – 5% แต่ราคาถูกกว่า 19% เมื่อคิดต่อระยะทาง ประหยัดประมาณ 15 – 17% ในส่วนของ B20 เมื่อเทียบกับ B7 พลังงานที่ได้ลดลง 1 – 2% แต่ราคาถูกกว่า 21% เมื่อคิดต่อระยะทาง ประหยัดประมาณ 19 – 20%
ความประหยัดจากการใช้น้ำมัน B20 และ E20 จึงควรพิจารณาที่ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร มากกว่าดูเฉพาะระยะทางต่อลิตร ตัวอย่างเช่น ณ วันที่ 29 ต.ค. 69 ราคาหน้าสถานีบริการของน้ำมัน B20 และ E20 อยู่ที่ 33.50 บาทต่อลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 และ B7 มีราคาสูงกว่าประมาณ 8 – 9 บาทต่อลิตร แม้เชื้อเพลิงชีวภาพอาจมีระยะทางต่อลิตรลดลงบ้าง แต่ด้วยส่วนต่างราคาปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยรวมยังต่ำกว่า
- ลดนำเข้าจากต่างประเทศ
นอกจากช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว การส่งเสริม B20 และ E20 คือกลไกสำคัญในการเปลี่ยน “รายจ่ายค่าพลังงานนำเข้า” ให้กลายเป็น “รายได้หมุนเวียนในประเทศ” ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง การแทนที่เนื้อน้ำมันปิโตรเลียมด้วยไบโอดีเซลและเอทานอลถึง 10 – 20% ในทุกๆ ลิตร ช่วยลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ลดการขาดดุลการค้า และป้องกันการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ
สำหรับน้ำมัน B20 ใช้ไบโอดีเซล (B100) จากปาล์มน้ำมัน มากกว่าดีเซล B7 เกือบ 3 เท่าต่อลิตร ขณะที่น้ำมัน E20 ใช้เอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง มากกว่าแก๊สโซฮอล์ E10 (91/95) ถึง 2 เท่าต่อลิตร ซึ่งเมื่อความต้องการใช้ B20 และ E20 เพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มปริมาณความต้องการผลผลิตปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานโดยตรง ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาพืชผล และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ครัวเรือนเกษตรกรไทยทั่วประเทศ
- มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยให้เผาไหม้ดีขึ้นของเชื้อเพลิงชีวภาพควบคู่กับมาตรฐาน Euro 5 ทำให้การใช้น้ำมัน B20 ช่วยลดการปล่อยควันดำและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จากภาคการขนส่งได้ การใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 20% เมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซินพื้นฐาน และไบโอดีเซลสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ
นอกจากนี้ ยังรักษามาตรฐานกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) แม้ภาครัฐจะปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อลดค่าครองชีพ แต่ยังคงสัดส่วนภาษีตามกลไกราคาคาร์บอนไว้ที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพื่อตอกย้ำจุดยืนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทย
ดังนั้น การขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานชีวภาพผ่านน้ำมัน B20 และ E20 ไม่เพียงเป็นมาตรการบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติ (National Energy Security) และการรักษาเสถียรภาพด้านราคา (Price Stability) ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก การมีโครงข่ายสถานีบริการและโรงกลั่นชีวภาพที่แข็งแกร่งภายในประเทศ ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของประชาชน พร้อมทั้งกระจายรายได้กลับสู่ภาคเกษตรกรรมและดูแลคุณภาพอากาศให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

