
INVX แนะซื้อ GULF เป้า 73 บาท หลังโชว์กำไรไตรมาส 4 แกร่งเกินคาด-ปันผลสูง
INVX ชี้ GULF รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 68 สูงกว่าคาด รับกำไรพิเศษและส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC พร้อมจ่ายเงินปันผลสูง และยังมีแนวโน้มเติบโตในปี 69 แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 73 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด รายงานบทวิเคราะห์ว่า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2568 จำนวน 8,852 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัยร้อยละ 7 และสูงกว่าที่ตลาดคาดร้อยละ 26 เนื่องจากมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการซื้อกิจการจำนวน 519 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรจากการดำเนินงานหลักถือว่าใกล้เคียงประมาณการ
โดยกำไรจากการดำเนินงานหลักเพิ่มขึ้นร้อยละ 69.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 40.4 และมีผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 59 ของกำไรจากการดำเนินงานหลักของบริษัท
นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากโรงไฟฟ้าแจ็คสันในสหรัฐอเมริกาที่พลิกมามีกำไร 371 ล้านบาท จากที่ขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มโรงไฟฟ้า กัลฟ์ เจพี และโรงไฟฟ้าหินกอง หน่วยที่ 2 กำลังการผลิต 700 เมกะวัตต์ ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568
คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดวันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ในอัตรา 3.25 บาทต่อหุ้น สูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 1.4 บาทต่อหุ้น โดยแบ่งเป็นเงินปันผลปกติ 1.05 บาทต่อหุ้น และเงินปันผลพิเศษ 2.2 บาทต่อหุ้น ภายหลังบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษก่อนหน้านี้ กำหนดขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิเงินปันผลในวันที่ 2 มีนาคม 2569
สำหรับแนวโน้มปี 2569 คาดว่าบริษัทจะยังเติบโตได้ต่อเนื่อง จากการเติบโตของกำไรของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 การรับรู้ค่าความพร้อมจ่ายเต็มปี และโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน โครงการโรงไฟฟ้าขยะ รวมถึงโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอินถึงนครราชสีมา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 3 ปี 2569
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า บริษัทจะจัดประชุมนักวิเคราะห์ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และฝ่ายวิจัยจะปรับปรุงประมาณการอีกครั้งภายหลังการประชุม โดยยังคงคำแนะนำให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด และประเมินราคาเป้าหมายกลางปี 2569 ที่ระดับ 73 บาทต่อหุ้น อ้างอิงวิธีการประเมินมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุในบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ GULF โดยแนะนำ “Outperform” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 65.00 บาท ซึ่งมีอัพไซด์จากราคาปิดปัจจุบันที่ 61.25 บาท อยู่ที่ 6.12% โดยประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษ จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อราคาหุ้นในระยะสั้น
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 GULF รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.9 พันล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัยที่ 8.1 พันล้านบาท ราว 10% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงกว่าคาดการณ์จำนวน 446 ล้านบาท รวมถึงการรับรู้กำไรพิเศษจากการซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม (Bargain purchase) จำนวน 519 ล้านบาท จากการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการโรงไฟฟ้าขยะ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทั้งในแง่ปีต่อปีและไตรมาสต่อไตรมาส
ส่วนของภาพรวมปี 2568 GULF มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 8.66 หมื่นล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินงานปกติที่ปรับตัวดีขึ้น และการบันทึกกำไรจากการควบรวมกิจการจำนวนมหาศาลกว่า 5.66 หมื่นล้านบาท หากพิจารณาเฉพาะกำไรปกติ พบว่ามีการเติบโต 39% จากปีก่อน และ 8% จากไตรมาสก่อน โดยหากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรปกติในไตรมาสนี้จะอยู่ที่ 7.9 พันล้านบาท
โดยปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) มาจากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 6% จากการเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ของโรงไฟฟ้าก๊าซ HKP หน่วยที่ 2 (กำลังการผลิต 770MW ถือหุ้น 49%) ในช่วงต้นปี 2568 รวมถึงส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การเติบโตรายไตรมาส (QoQ) ได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้นจาก ADVANC อันเนื่องมาจากการประหยัดต้นทุนและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน รวมไปถึงโรงไฟฟ้า Jackson (1,200MW ถือหุ้น 49%) ที่ได้รับประโยชน์จากการปรับเพิ่มค่าความพร้อมจ่าย (Capacity payment) ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งของกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center)
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 3.25 บาท ประกอบด้วยเงินปันผลปกติ 1.05 บาทต่อหุ้น และเงินปันผลพิเศษ 2.20 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ที่ 56% และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงถึง 5.3% โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 2 มีนาคม และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 พฤษภาคม นี้

