โบรกแนะ “ซื้อ” CK เป้า 23 บาท ลุ้นกำไรโตต่อ รับอานิสงส์ลงทุนรัฐรอบใหญ่

บล.เมย์แบงก์คงคำแนะนำ “ซื้อ” CK เป้า 23 บาท มองรับอานิสงส์ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรอบใหญ่ คาดแบ็กล็อก ทำนิวไฮ งานรัฐเปิดประมูล 1.1 ล้านล้านบาท หนุนรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว


บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ประเมิน บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK พร้อมประเมินราคาเป้าหมายด้วยวิธี Sum-of-the-Parts (SOTP) ที่ระดับ 23 บาท โดยมองว่าโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงชะลอตัวเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรับเหมารายใหญ่มีโอกาสเติบโตอย่างโดดเด่น

ทั้งนี้ คาดว่า CK จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากแนวโน้มดังกล่าว และประเมินว่า Backlog จะทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงปี 2569–2570 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ราว 26%

ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกต่อ CK มากกว่า บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON จาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1.มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับที่น่าสนใจกว่า โดยคาดการณ์อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ปี 2569 ที่ 11 เท่า ต่ำกว่า STECON ซึ่งอยู่ที่ 16 เท่า (ไม่รวมเงินปันผลพิเศษจาก GULF) อีกทั้งมีโครงสร้างรายได้ประจำที่แข็งแกร่งกว่า

2.โอกาสได้รับงานภาครัฐสูงกว่า ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตของกำไรในช่วงปี 2570–2571 เฉลี่ย 6% เทียบกับ STECON ที่คาดเติบโต 4%

สำหรับแนวโน้มการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะมีโครงการเปิดประมูลรวมมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาทในช่วงปี 2569–2571 สูงกว่าช่วง 3 ปีก่อนหน้าถึง 6 เท่า โดย CK มีศักยภาพในการคว้างานใหม่จากความพร้อมหลายด้าน ทั้งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ที่ช่วยเพิ่มโอกาสรับงานโครงการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) รวมถึงประสบการณ์และผลงานที่แข็งแกร่ง โดยมีส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ยประมาณ 25% ในช่วงปี 2560–2568

ขณะเดียวกัน ภาวะการแข่งขันมีแนวโน้มลดลง จากข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและการดำเนินงานของผู้ประกอบการบางราย โดยประเมินแบบอนุรักษ์นิยมว่า CK จะได้รับงานใหม่ราว 200,000 ล้านบาทในช่วงปี 2569–2571 คิดเป็นส่วนแบ่งประมาณ 18% ของมูลค่างานประมูลทั้งหมด ทั้งนี้ ทุก ๆ ส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น 5% สูงกว่าประมาณการ จะสร้างอัพไซด์ต่อกำไรในช่วงปี 2571–2572 ราว 4–6%

ปัจจุบัน CK มีมูลค่างานในมือ (Backlog) แข็งแกร่งราว 169,000 ล้านบาท เพียงพอรองรับการรับรู้รายได้ในระยะ 3–4 ปีข้างหน้า และเมื่อรวมงานใหม่ตามคาดการณ์ จะช่วยผลักดันให้รายได้ธุรกิจก่อสร้างทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยคาดเติบโตเฉลี่ย 3% ต่อปีในช่วงปี 2569–2571

ด้านแรงกดดันต้นทุนคาดว่ายังสามารถบริหารจัดการได้ ผ่านกลไกการปรับราคาค่างาน (K-factor) ที่ช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนที่ผันผวน รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนล่วงหน้า ประกอบกับสัดส่วนโครงการที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) สูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คาดว่า GPM จะทรงตัวในระดับแข็งแกร่งที่ประมาณ 7.6–7.7%

Back to top button