
FETCO เปิดดัชนีเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้า “ทรงตัว” นักลงทุนต่างชาติหนุนตลาดหุ้นไทย
FETCO เผยผลสำรวจเดือนเมษายน 2569 ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ขณะที่นักลงทุนต่างชาติปรับเพิ่ม มองหุ้นไทย ร้อนแรง โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเงินทุนไหลเข้าหนุนตลาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 พ.ค.69) นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 20–30 เมษายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ที่ระดับ 114.16 (ช่วงค่าดัชนี 80–119)
ความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนบุคคล บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนสถาบันในประเทศ อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” โดยนักลงทุนมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือ เงินทุนไหลเข้า และ สัญญาณคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขณะที่ปัจจัยฉุดความเชื่อมั่น ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงครามการค้า และความกังวลต่อวินัยการคลัง
หมวดธุรกิจที่นักลงทุนมองว่าน่าสนใจมากที่สุด คือ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) ขณะที่หมวดที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ แฟชั่น (FASHION)
ผลสำรวจรายกลุ่มนักลงทุน ณ เดือนเมษายน 2569 พบว่า นักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 21.3% อยู่ที่ระดับ 90.00 ขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ปรับเพิ่ม 14.3% อยู่ที่ระดับ 100.00 นักลงทุนสถาบันในประเทศ ปรับลดลง 14.4% อยู่ที่ระดับ 110.00 ส่วนกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ปรับเพิ่มขึ้น 33.3% อยู่ที่ระดับ 133.33
ในช่วงครึ่งแรกของเดือนเมษายน 2569 SET Index ปรับขึ้นจากแรงหนุนสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่อนคลาย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ในช่วงครึ่งหลังตลาดมีความผันผวนจากผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่มอุตสาหกรรมต่ำกว่าคาด ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวน รวมถึงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และคาดการณ์การปรับน้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI Emerging Markets (MSCI EM) โดย SET Index ปิดเดือนเมษายน 2569 ที่ 1,493.69 เพิ่มขึ้น 3.15% จากเดือนก่อน ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 58,688.27 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 2,513 ล้านบาท แต่ตั้งแต่ต้นปีซื้อสุทธิรวม 16,638 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ นโยบายการเงินของประเทศหลัก โดยเฉพาะสัญญาณจาก ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FED) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ส่วนปัจจัยในประเทศ ได้แก่ ความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะเป็นตัวชี้สำคัญต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อีกทั้งติดตามผลการปรับน้ำหนักของ MSCI รอบพฤษภาคม 2569

