
BGRIM แนวโน้มระยะยาวดี
ภายหลังคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) งวดเดือน มกราคม-เมษายน 2569 ลงมาอยู่ที่ 3.88 บาท
เส้นทางนักลงทุน
ภายหลังคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) งวดเดือน มกราคม-เมษายน 2569 ลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ลดลงจากงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 ที่ 3.94 บาทต่อหน่วย มีการประเมินว่าอาจส่งผลกระทบต่อบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เพราะรายได้ค่าไฟฟ้าจะลดลง
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่ง BGRIM ก็มีแผนที่จะปรับสูตรค่าไฟและการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อปรับกลยุทธ์ให้มีผลกระทบต่อรายได้น้อยที่สุด
“นพเดช กรรณสูต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม BGRIM บอกกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า การปรับลดค่า Ft ดังกล่าวต้องแยกเป็นในส่วนของการขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่การขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรม BGRIM จะมีการปรับสูตรการคิดค่าไฟ โดยจะใช้สูตรเดียวกับ กฟผ.ดังนั้นจึงสามารถลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ จะมีการปรับพอร์ตในส่วนของลูกค้าใหม่เพื่อให้สะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น รวมทั้งจะมีการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องต้นทุนการบริหารจัดการ ต้นทุนการดำเนินงาน ต้นทุนการบำรุงรักษา ซึ่งการดำเนินการส่วนนี้จะทำให้ชดเชยการปรับลดค่า Ft ลงได้
ในช่วงที่ผ่านมา BGRIM มีความก้าวหน้าในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และการลงทุนในโครงการใหม่ ๆ
BGRIM มองแนวโน้มธุรกิจในปี 2569 จะเติบโตได้ดี หนุนจากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นทิศทางที่บริษัทมุ่งเน้น และจากการลงทุนในโครงการใหม่ ๆ เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาวที่จะเข้ามาเสริมสร้างรายได้ในอนาคต
โบรกเกอร์มีมุมมองในระยะยาวต่อ BGRIM ในทิศทางบวก โดยบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ชี้ว่า เซนติเมนต์ (Sentiment) ของ BGRIM จะเป็นบวกมากหนุนจากการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ของไทย ซึ่งมีสัดส่วน 40% ของลูกค้า IU ของ BGRIM กลับมาเติบโต 15% ในเดือนกันยายน 2568 สะท้อนอุปสงค์ IU แข็งแกร่งขึ้น
นอกจากนี้ โครงการกังหันลม Nakwol1 ในเกาหลีคืบหน้าไปมาก ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาแล้วเสร็จไปราว 64% จากแผนที่คาดจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2569 (179 MWe) ทำให้กังวลน้อยลง
ขณะที่การตั้งเป้าสร้างรายได้จากสินทรัพย์ภายในปี 2569 เพื่อดันกำลังการผลิต (capacity) จาก 6.2 กิกะวัตต์ (GW) ขึ้นเป็น 10 GW (หรือ 10,000 เมกะวัตต์) ภายในปี 2573 ที่จะมาพร้อมกับการหาดีลซื้อกิจการ หรือ M&A และทางเลือกระยะยาวจากข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (direct PPA) กับลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์ (data center)
ทั้งนี้มีการคาดการณ์กำไรหลักในไตรมาส 4 ปีนี้อาจเป็นจุดต่ำสุดของปี จากการปิดซ่อมบำรุงตามแผน และอุปสงค์ IU ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีปัจจัยบวกจากราคาก๊าซที่ลดลง และโครงการ Nakwol1 ได้เริ่ม COD ไปบางส่วนแล้ว
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2569 มาที่ 18.10 บาท จากเดิม 14 บาท และปรับเพิ่มกำไรหลักปี 2569-2570 ขึ้น 7-10% เพื่อรวมอุปสงค์ IU ที่สูงขึ้น และยังเห็นมีอัพไซด์เพิ่มอีกจากโครงการ Nakwol1 มีความคืบหน้า และการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินที่อาจเกิดขึ้น
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าผู้บริหาร BGRIM ยังคงมั่นใจในเป้าหมายระยะยาวกําลังการผลิตรวม 10 GW โดยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเกินกว่า 50% รวมทั้งคาดต้นทุนก๊าซธรรมชาติจะอยู่ในช่วง 290-310 บาท/mmBTU ในปี 2569 จึงปรับเพิ่มคาดการณ์กําไรหลักปี 2569 ขึ้น 14.6% เนื่องจากพัฒนาการเชิงบวก ให้คําแนะนํา “Outperform” ให้ราคาเป้าหมายใหม่กลางปี 2569 อยู่ที่ 16.50 บาท จากเดิม 16.30 บาท
ก่อนหน้านี้ BGRIM มองว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.6% ในปี 2569 ได้รับแรงหนุนบางส่วนจากการเร่งการผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโตในระดับปานกลาง โดยได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ล่าสุดบริษัท Amatera Renewable Energy Corporation (ARECO) บริษัทย่อยที่ BGRIM ถือหุ้น 100% ได้ COD และจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไฟฟ้าให้กับฟิลิปปินส์ ซึ่งปัจจุบันมีอัตรารับซื้อที่โครงการได้รับเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6.6 เปโซ (ประมาณ 3.6 บาท) ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 โครงการจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งมีกำหนดเวลา 20 ปี ภายใต้การประกาศรับซื้อไฟฟ้าโดยกระทรวงพลังงานของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งได้รับอัตราราคาไฟฟ้าคงที่ ที่ 4.43 เปโซ (ประมาณ 2.40 บาท) ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง
ดังนั้นโดยภาพรวมจึงถือว่า BGRIM มีแนวโน้มในระยะยาวที่ดี

