Fairness & Liquidity

จากกรณี “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ส่งสัญญาณช่วงต้นปี 2569 ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการพิจารณาทบทวนมาตรการกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์


จากกรณี “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ส่งสัญญาณช่วงต้นปี 2569 ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการพิจารณาทบทวนมาตรการกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ที่เคยออกบังคับใช้เพิ่มเติมช่วงต้นปี 2568 เพื่อพิจารณาว่ามาตรการใดควรคงไว้หรือยกเลิก..!?

โดยมีแนวคิดจัดสมดุลใหม่ หรือ Rebalancing ที่ไม่เน้นเพียงการคุมเข้มฝ่ายเดียว แต่จะเพิ่มความคล่องตัว เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนสะดวกยิ่งขึ้น แต่คงรักษาเสถียรภาพตลาดไว้อย่างเหมาะสม

จากการหารือกับ MSCI และนักลงทุนต่างประเทศพบว่ามาตรการที่ไทยนำมาใช้มีความเข้มงวดมากกว่าตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะการลดจำนวนหุ้นที่อนุญาตให้ขายชอร์ต (Short Sell) และมาตรการ Uptick Rule เป็นต้น

นั่นทำให้นึกถึงวิวาทะระหว่างคำว่า Fairness (ความเท่าเทียม) กับ Liquidity (สภาพคล่อง)

จากงาน Thailand Focus 2024 ภายใต้หัวข้อ How Thailand’s Capital Market Can Adapt to the Changing World (ตลาดทุนไทยปรับ-รับโลกเปลี่ยน) ที่มี “ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ช่วงนั้น) และ Mr.Lyndon Chao, Managing Director, Head of Equities and Post Trade สมาคมอุตสาหกรรมหลักทรัพย์และตลาดการเงินเอเชีย โดยมีดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เป็นผู้ดำเนินรายการ

โดย Mr.Lyndon Chao ระบุว่า “มาตรการต่าง ๆ ที่หน่วยงานกำกับดูแลการลงทุนเพิ่มเติมเข้ามา อาจส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดทุนลดลง เช่น กรณีประเทศจีนและเกาหลีใต้ ดังนั้นการนำมาตรการกำกับดูแลใดมาใช้ควรต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาด้วยเช่นกัน”

กรณีหมายถึงการให้น้ำหนักเรื่อง Liquidity มากกว่า Fairness นั่นเอง..!!

ขณะที่ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล ระบุว่า “เป้าหมายของก.ล.ต.คือทำให้เกิดความเชื่อมั่นและไว้วางใจเรื่องความโปร่งใสและยุติธรรมในตลาดทุนไทย มีฐานทางด้านพัฒนาการของเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งการกำกับดูแลที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับนานาชาติ เพื่อป้องกันพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่จะเกิดขึ้นในตลาดทุนไทยด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น เพิ่มการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน เพิ่มผู้ลงทุนมืออาชีพรายย่อยในตลาดทุนเพื่อกระตุ้นตลาด

รวมทั้งมีมาตรการเพื่อขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ กันในตลาด เช่น ให้ผู้ลงทุนสามารถรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่กำลังมีพฤติกรรมเสี่ยง หรือตกอยู่ในความเสี่ยง เพื่อให้ผู้กำกับดูแลสามารถหามาตรการรองรับได้”

ขณะเดียวกันก.ล.ต.มุ่งหวังเห็นความยุติธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในตลาดทุน ทำให้ออกนโยบายดูแลชอร์ต เซล รวมทั้งกำหนดแนวทางการสอบสวนความผิดปกติต่าง ๆ ในการซื้อขาย เพื่อเพิ่มกลไกสร้างความเชื่อมั่นการซื้อขายโดยรวม

โดยมาตรการ 4 กลุ่ม ได้แก่ การดำเนินการให้สามารถรู้ตัวตนลูกค้าและตรวจสอบได้ การทบทวนพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น เพิ่มลักษณะคำสั่งที่ไม่เหมาะสมและให้มีมาตรการ Minimum Order Resting Time เพื่อป้องกันการใส่ถอนคำสั่งซื้อขายที่ถี่เกินไป

การควบคุมความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ เช่น ใช้ Dynamic Price Band และการซื้อขายแบบ Auction สำหรับหุ้นที่อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขาย และการทบทวนเกณฑ์การดำเนินการกับลูกค้า ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รวมทั้งการเปิดเผยรายชื่อผู้ลงทุนที่ส่งคำสั่งไม่เหมาะสมให้บริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่งทราบ

ในฐานะผู้กำกับดูแล ต้องทำให้เกิดความสมดุลระหว่างสภาพคล่องและความโปร่งใสยุติธรรมในตลาด เนื่องจากผู้ลงทุนที่หลากหลายทั้งในไทยและต่างชาติ นโยบายที่ออกมาอาจไม่ได้ทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์เหมือนกันหมด แต่ทำให้ตลาดทุนไทยก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีเป้าหมายเพิ่มสภาพคล่องหรือเม็ดเงินในตลาดแต่เพียงอย่างเดียว

กรณีหมายถึงการให้น้ำหนักเรื่อง Fairness มากกว่า Liquidity นั่นเอง..!!

มันคงสรุปไม่ได้ว่า Fairness กับ Liquidity แบบไหนดีหรือแย่กว่ากัน.!?

แต่เชื่อว่า Flexibility (ความยืดหยุ่น) น่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย..!!

Back to top button