
พาราสาวะถี
มีการตั้งคำถามวิธีหาเสียงแบบ “ออร์แกนิก” ของ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นไปอย่างนั้นจริงหรือ มันสวนทางกับความเป็นนักจัดตั้งของกุนซือใหญ่
มีการตั้งคำถามวิธีหาเสียงแบบ “ออร์แกนิค” ของ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นไปอย่างนั้นจริงหรือ มันสวนทางกับความเป็นนักจัดตั้งของกุนซือใหญ่ และเหล่าบรรดาแกนนำทั้งหลาย จนทำให้หลายคนสงสัยว่า เหตุผลที่ใช้แนวทางเช่นนี้ ก็เพื่อไม่ให้ทุกอย่างเอิกเกริกเกินงาม เพราะการจัดกระบวนทัพที่ ใช้กลไกราชการ อำนาจรัฐในฐานะฝ่ายกุมอำนาจ ผ่านกระบวนการโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทยที่ลงลึกไปถึงระดับปลัดอำเภอ คงไม่มีใครเชื่อว่าแค่ระยะเวลาเข้ามาบริหารเพียง 2 เดือน จะเป็นการจัดคนให้เหมาะสมกับงานราชการเพื่อรับใช้ประชาชน
เป็นธรรมดาของฝ่ายถืออำนาจรัฐ หากไม่ทำให้ตนอยู่ในฐานะได้เปรียบช่วงของการเลือกตั้งถือเป็นการเสียของอย่างแรง ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับวิธีใช้จะเนียนแค่ไหน ต้องยอมรับหลากหลายปัจจัยที่สำคัญยิ่งคือ ความเป็นสายตรงของอนุรักษ์นิยม และพลังวิเศษที่หนุนหลัง ทำให้พรรคสีน้ำเงินมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างมากว่า เลือกตั้งครั้งนี้จะผงาดขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้อย่างแน่นอน ต้องจับตามองช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนหย่อนบัตร จะปูพรมดักทางเตะตัดขาคู่แข่งกันแบบไหน
ส่วนพรรคเพื่อไทยกับประชาชน พรรคสีส้มเรียกใช้บริการ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หวังกู้ศรัทธา เรียกความนิยมกลับคืนมาในช่วงโค้งสุดท้าย หลังจากที่ตั้งแต่ออกสตาร์ทบทบาทสำคัญไปอยู่ที่ผู้นำทางจิตวิญญาณ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แต่สังเกตได้ว่าทุกเวทีปราศรัย คำพูดของประธานคณะก้าวหน้า ดูจะย้อนแย้งกับสิ่งที่พรรคของตัวเองได้ทำลงไป นับตั้งแต่การเป็นฝ่ายค้ำ ดังนั้น บรรยากาศการลุยหาเสียงจึงปะปนไปด้วยเสียงเชียร์ของฝ่ายหนุน กับการตั้งคำถามทั้งจากคนที่เคยเชียร์และฝ่ายที่ไม่เข้าใจเหตุผล ทำไมถึงเอาเสียงของคนที่เลือก 14 ล้านเสียง ไปประเคนอำนาจให้กับพรรคของอนุรักษ์นิยม
ฟากเพื่อไทย หลังเปิดนโยบายแจกเงินล้านวันละ 9 คน ก็เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย ไม่ผิดจากคาดมีทั้งขานรับและคัดค้านแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ซึ่งอย่างหลัง ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกขาประจำ และคู่แข่งที่เห็นว่าการใช้ประชานิยมแบบนี้ไม่ใช่ความยั่งยืน เป็นการเรียกคะแนนเฉพาะหน้า จนลืมกันไปว่า ทุกนโยบายของทุกพรรคการเมืองต้องนำเสนอต่อกกต. และผ่านความเห็นชอบมาแล้ว จึงจะประกาศให้สาธารณชนทราบได้ นั่นหมายความว่า องค์กรที่บริหารจัดการเลือกตั้งย่อมมีเอกสารอธิบายถึง สิ่งที่จะทำของแต่ละพรรค ที่ไม่เป็นการทำผิดกฎหมาย
เป็นธรรมดาของพรรคที่ถนัดด้านการตลาด ย่อมหาอะไรที่สามารถสร้างสีสันฉูดฉาด และเร้าความสนใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ส่วนจะซื้อใจ ถึงขั้นให้คนตัดสินใจเลือกหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับผู้ที่จะไปหย่อนบัตร มันก็เหมือนกับผลสำรวจความคิดเห็นของสำนักโพลต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนแต่มีองค์ประกอบที่แตกต่างกันไป ในเชิงการวิจัยบรรดานักวิชาการทั้งหลายย่อมรู้ดี ขณะที่ นักวิจารณ์ หรือนักวิชาการอิงการเมืองทั้งหลายล้วนแต่มีแหล่งข่าว และความเชื่อที่แตกต่างกันเช่นกัน
ไม่ว่าจะคำนวณถอดสมการแบบไหน ยังไงก็ลงล็อกที่ 3 ก๊ก พรรคน้ำเงิน ส้ม แดง อย่างที่เห็นและเป็นสถานการณ์บังคับ ความต้องการของพรรคกุมอำนาจเวลานี้และอนุรักษ์นิยมในฐานะผู้สนับสนุนหลัก อย่างแรกต้องชนะเลือกตั้งให้ได้ก่อน หลังจากนั้นค่อยไปคิดกันถึงตัวเลือกที่จะดึงมาร่วมรัฐบาล การบอกว่าอยากร่วมงานกับพรรคสีส้มมากกว่าแดง ต้องย้อนไปถึงคำพูดของอนุทินและความเชื่อของฝ่ายหนุนหลัง มันไม่ง่ายอย่างที่คิดกัน ต้องตกผลึกให้ได้ว่าจับมือกันเพื่อจะเข้าไปแก้ปัญหาบ้านเมืองหรือต้องมาแก้ปัญหาการเมืองภายในกันเอง
น่าจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า เริ่มตั้งแต่การต่อรองตำแหน่งทางการเมือง หลังได้เก้าอี้ไปแล้วไม่รู้ว่าจะสามารถควบคุมเพื่อให้เดินไปในทิศทางเดียวกันได้หรือไม่ ยังมีเรื่องละเอียดอ่อนอีกหลายประการที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่ไว้วางใจพรรคสีส้ม อันถือเป็นอุปสรรคสำคัญ ไม่ต่างกันกับที่พรรค (เคย) สุดโต่งถือเป็นโจทย์หลักในการหาเสียง และเป้าหมายเลือกตั้งครั้งนี้คือ ต้องชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น แลนด์สไลด์ได้ยิ่งดี เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลไม่ต้องมีอันสะดุด เหมือนคราวที่ผ่านมา
ว่ากันว่า วันเวลาเปลี่ยนแต่สถานการณ์ยังคงเดิม การประกาศแนวทางประนีประนอมครั้งใหญ่ของธนาธร เหมือนวางทางถอย แต่หากชนะมาด้วยคะแนนเสียงตามที่หวังจริง ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่าเมื่อเข้าไปสู่อำนาจบริหารแล้ว จะเป็นไปตามนั้น การจะตัดสินว่าใครน่าเชื่อถือ รักษาคำพูดหรือไม่ ให้ดูตอนมีอำนาจ อย่าได้พูดในวันที่คนเหล่านั้นต้องการอำนาจ เพราะทางการเมืองเห็นมานักต่อนักแล้ว บรรดาคนดีทั้งหลายแหล่ เสียผู้เสียคนเพราะการหลง และเหลิงในอำนาจ นั่นเอง
จากโจทย์การเมืองที่เป็นแบบนี้ จึงเป็นแนวทางให้เพื่อไทยไม่ประกาศว่าจะจับมือกับใคร ไม่ใช่การแทงกั๊กแต่ตัวแปรหลังการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก สิ่งสำคัญก็คือ หาก ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการปล่อยตัวจากการพักโทษตามที่คาดหมายกันว่าในเดือนพฤษภาคม อันเป็นช่วงของการประสานจัดตั้งรัฐบาลพอดี ความเข้มข้นในการต่อรอง การจัดวางตัวบุคคลก็จะมีมากขึ้น บทเรียนจากดีลสุดพิเศษที่ผ่านมาทำให้สภาพการเมืองเป็นอย่างที่เห็น ทำให้ทุกฝ่ายที่อยู่บนเส้นทางเจรจาต้องคิดหนัก
จากเดิมเหมือนมีการขีดเส้นให้เดิน แต่พบว่า กลไกขององค์กร และตัวบุคคลที่ถูกจัดวางโดยขบวนการสืบทอดอำนาจ กลับไม่ได้ยินยอมที่จะให้เป็นไปอย่างที่ผู้มีอำนาจที่แท้จริงต้องการจะให้เกิดขึ้น มันจึงกลายเป็นยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ยิ่งเป็นการเมือง 3 ก๊ก ไม่ว่าจะลงเอยที่ฝ่ายไหนได้ชัยชนะ ถ้าไม่เด็ดขาดทิ้งห่างกันแบบไม่เห็นฝุ่น รัฐบาลผสมที่จะเกิดขึ้นไม่วันเกิดเสถียรภาพ กับดักรัฐธรรมนูญปราบโกง ติดกับกันทุกด้านจนบ้านเมืองมองหาความเจริญไม่เห็น โดยที่คนดีย์ผู้มีส่วนร่วมทั้งหลายเปิดตูดไม่ได้ร่วมรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น
อรชุน