
CKP เด้ง 3% ขานรับกำไร Q1 โต 155% พลังน้ำหนุน-ลุยรับมือเอลนีโญ โบรกชูเป้า 3 บาท
CKP เด้ง 3% หลังประกาศงบไตรมาส 1/2569 โตกระฉูด 155% รับอานิสงส์ปริมาณน้ำหนุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ พร้อมเดินหน้าระบบติดตามน้ำรับมือเอลนีโญ โบรกเชียร์ซื้อ พร้อมให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 3 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 พ.ค.69) ราคาหุ้นบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ณ เวลา 10:25 น. อยู่ที่ระดับ 2.42 บาท บวก 0.06 บาท หรือ 2.54% ราคาสูงสุด 2.42 บาท ราคาต่ำสุด 2.36 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 14.06 ล้านบาท

นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ CKPower หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1/2569 CKPower มีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) จำนวน 115.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 82.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
การเติบโตดังกล่าวมาจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งสองแห่งของบริษัท โดยบริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) จำนวน 198.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 190.7 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ที่มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น อีกทั้งได้รับปัจจัยหนุนจากต้นทุนทางการเงินของ XPCL ที่ลดลงจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว และอัตราดอกเบี้ยลดลลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยโลก
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของ บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) ปรับตัวดีขึ้นจากปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนเช่นกัน จากระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ ณ ช่วงต้นปี 2569 สูงกว่าปีก่อน และมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ CKPower ในไตรมาส 1 ปีนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ในช่วงฤดูแล้ง
นายธนวัฒน์ กล่าวเสริมว่า จากโครงสร้างสัดส่วนกำลังการผลิตของ CKPower ซึ่งมาจากพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ทำให้ผลการดำเนินงานไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก โดยจะมีผลกระทบเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงในส่วนของไฟฟ้าที่จำหน่ายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมของ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (BIC) ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 3 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดของ CKPower เท่านั้น
“จากข้อมูลการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศที่บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ของการเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ (El Niño) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ด้วยการพัฒนาระบบติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำ (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการประกาศความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัท ขณะที่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง มีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 72 ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้”
สำหรับฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 1.78 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 0.47 เท่า สะท้อนถึงการบริหารสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอเมริกาและของประเทศไทยมีการปรับลดเพิ่มเติม จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและสนับสนุนผลการดำเนินงานของ CKPower ต่อเนื่องในปี 2569 โดยบริษัทจะยังคงติดตามการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยและการบริหารจัดการหนี้สินระยะยาวให้มีความเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
นายธนวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนงาน 5 ปี (2569-2573) CKPower ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตจากโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบ Private PPA และการเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากภาครัฐ ควบคู่ไปกับการขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (RECs)
ทั้งนี้ในปี 2568 โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในกลุ่ม CKPower สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนส่งให้ประเทศไทยได้กว่า 10 ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) หรือคิดเป็นร้อยละ 17 ของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ในประเทศและสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 5.34 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า บริษัทเชื่อมั่นว่าไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ระบุในบทวิเคราะห์ว่า CKP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 155% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 78% จากไตรมาสก่อน โดยกำไรสุทธิดังกล่าวต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ 6% แต่สูงกว่าประมาณการของบล.ดาโอ 9%
สำหรับรายได้รวมไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1.90 พันล้านบาท ลดลง 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 21% จากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากปริมาณการขายไฟฟ้าของ BIC ที่ลดลง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการซ่อมบำรุงนอกแผนของโรงไฟฟ้า ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยและค่า Ft ขายปลีกเฉลี่ยในไตรมาส 1/2569 ที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าในส่วน Energy Payment รวมถึงอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับลูกค้าอุตสาหกรรมและค่าไอน้ำต่อหน่วยของ BIC ลดลงตามไปด้วย
ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น หรือ GPM ปรับลดลงมาอยู่ที่ 17.6% จากระดับ 19.8% ในไตรมาส 1/2568 และ 21.9% ในไตรมาส 4/2568 โดยมีปัจจัยกดดันจากค่าผ่านสายที่เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามปริมาณการส่งไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 หรือ NN2 ที่สูงขึ้น รวมถึงค่าสัมปทานที่เพิ่มขึ้น 3% สอดคล้องกับรายได้ขายไฟฟ้าของ NN2 และต้นทุนบริหารโครงการที่เพิ่มขึ้น 11% จากงานบริหารของ XPCL และ LPCL ที่เพิ่มขึ้น
ด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร หรือ SG&A เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากค่าใช้จ่ายด้านที่ปรึกษา ค่าโฆษณา และประชาสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับรายได้ที่ลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุงของ BIC ส่งผลให้สัดส่วน SG&A ต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 5.6% จาก 4.3% ในปีก่อน อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวปรับลดลงจาก 7.1% ในไตรมาสก่อน ตามปัจจัยฤดูกาล
ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญของผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มาจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่พลิกกลับมาเป็นบวกอยู่ที่ 232 ล้านบาท จากขาดทุน 7 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำไหลผ่านที่เพิ่มขึ้น 21% ส่งผลให้ปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 17% ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าในส่วนที่อิงดอลลาร์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ CKP ยังรับรู้กำไรจากการปรับมูลค่าหนี้สินทางการเงิน จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและแผนชำระคืนเงินกู้ระยะยาว ส่งผลให้ส่วนแบ่งกำไรจาก XPCL เพิ่มขึ้น 347 ล้านบาท ซึ่งช่วยชดเชยผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของ LPCL ได้บางส่วน
บล.ดาโอประเมินกำไรปกติปี 2569 และ 2570 ของ CKP ไว้ที่ 1.80 พันล้านบาท และ 1.90 พันล้านบาท ตามลำดับ หรือคิดเป็นการลดลง 23% ในปี 2569 และกลับมาเติบโต 3% ในปี 2570 โดยคาดว่ากำไรปี 2569 จะชะลอตัวจากฐานสูงในปีก่อน และได้รับแรงกดดันชั่วคราวจากรายได้โรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีแนวโน้มอ่อนตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จากผลกระทบของเอลนีโญ รวมถึงต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ยังอยู่ในระดับสูงและกดดันอัตรากำไรขั้นต้น
อย่างไรก็ตาม บล.ดาโอคาดว่ากำไรของ CKP จะเริ่มฟื้นตัวในปี 2570 จากการกลับมาดำเนินงานตามปกติของโรงไฟฟ้า และแนวโน้มปริมาณน้ำที่ดีขึ้น จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 3.00 บาท อิงวิธี DCF โดยใช้ WACC 6.4% และ Terminal Growth 1.5% หรือเทียบเท่า PER ปี 2569 ที่ 13.6 เท่า
บล.ดาโอมองว่า ปัจจัยสนับสนุนหลักของ CKP ยังมาจากปริมาณน้ำที่อยู่ในระดับดี ซึ่งจะช่วยประคองกำไรทั้งปี ขณะที่โอกาสฟื้นตัวในปี 2570 ยังมีความชัดเจนจากฐานกำไรที่ต่ำลง ทั้งนี้ แรงกดดันต่อผลประกอบการในปัจจุบันถือเป็นปัจจัยระยะสั้นและเป็นวัฏจักร ซึ่งสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปมากแล้ว
นอกจากนี้ ราคาหุ้น CKP ที่ปรับตัวลงแรง ทำให้มูลค่าหุ้นในปัจจุบันอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยซื้อขายที่ PER ปี 2569 ประมาณ 10.9 เท่า หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีราว 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และมี PBV เพียง 0.6 เท่า
