CHOW จัดรูปทรงลงทุน

ถ้าพูดถึงบริษัท เชาว์ ไบรท์ เวนเจอร์ส โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อเดิม บริษัท เชาว์สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW พื้นเพโตมาจากธุรกิจค้าขายเหล็ก


ถ้าพูดถึงบริษัท เชาว์ ไบรท์ เวนเจอร์ส โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อเดิม บริษัท เชาว์สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW พื้นเพโตมาจากธุรกิจค้าขายเหล็ก โดยก่อตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี 2546 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วงปลายปี 2554 ด้วยไอพีโอ 3.00 บาท

ทว่าด้วยเหล็กจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) หรือสินค้าที่มีราคาผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผลประกอบการของ CHOW ค่อนข้างสวิงสวาย ปีไหนที่ราคาเหล็กในตลาดโลกปรับตัวสูง CHOW ก็จะอู้ฟู่…มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ถ้าปีไหนราคาเหล็กตกต่ำ ปีนั้นก็จะเห็นกำไรของ CHOW พร่องไป เผลอ ๆ อาจพลิกไปขาดทุนเสียด้วยซ้ำ

นี่ยังไม่นับรวมปัญหาเหล็กจีนที่ทะลักออกไปปั่นป่วนตลาดโลก จนฉุดให้ราคาต่ำสุดในรอบ 2 ปี แล้วไหนจะเข้ามาดั๊มราคาในตลาดบ้านเรา จนนำมาสู่วิกฤตเหล็กไทยอีกต่างหาก…

เป็นสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการเหล็กต้องหาวิธีการรับมือ..!!

ซึ่ง CHOW รู้ดีว่า หากไม่ทำอะไรเลย มีหวังตายหยังเขียด…ทำให้พักหลัง ๆ มาเห็น CHOW ขยับขยายไปลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน ประเดิมด้วยการเข้าซื้อบริษัท อิเควเตอร์ โซลาร์ วัน จำกัด (EQS) ซึ่งประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 10 เมกะวัตต์ ด้วยมูลค่า 156 ล้านบาท

โรงไฟฟ้าของ EQS เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2559 โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 25 ปี ซึ่งคงเหลืออีก 16 ปี มีอัตรารับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ 5.377 บาทต่อกิโลวัตต์

ตามมาด้วยการปิดดีลซื้อบริษัท ทียู 6 จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 5 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตรวม  4.05 เมกะวัตต์ มูลค่า 85.36 ล้านบาท โดยทั้ง 5 โครงการ ดำเนินการจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์หมดแล้ว

ขณะเดียวกัน ก็มีการปรับโครงสร้างองค์กร ยกสถานะ CHOW ขึ้นเป็น “โฮลดิ้งส์ คอมปานี” เต็มตัว เพื่อให้มีความคล่องตัวสำหรับเข้าลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ

และเพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น ล่าสุดมีการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ จำนวน 7 บริษัทด้วยกัน โดยมี 2 บริษัท รองรับธุรกิจประเภทซื้อมาขายไปสำหรับผลิตภัณฑ์เหล็ก ได้แก่ 1) บริษัท ซีบีวีเอช เทรดดิ้ง จำกัด และ 2) บริษัท รีสตีล โซลูชั่น จำกัด โดยแต่ละบริษัทมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ซึ่ง CHOW จะถือหุ้นในสัดส่วน 99.98%

ส่วนธุรกิจพลังงานทดแทน จะใช้ 5 บริษัทใหม่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ได้แก่  1) บริษัท ไซนิง เอสพีวี 6 จำกัด 2) บริษัท ไซนิง เอสพีวี 7 จำกัด 3) บริษัท ไซนิง เอสพีวี 8 จำกัด 4) บริษัท ไซนิง เอสพีวี 9 จำกัด และ 5) บริษัท ไซนิง เอสพีวี 10 จำกัด โดยแต่ละบริษัทมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ซึ่ง CHOW จะถือหุ้นผ่านบริษัทลูกในสัดส่วน 99.98% 

ถือเป็นการจัดรูปทรงการลงทุน…แบ่งให้ชัดว่างั้น..!?

เอ๊ะ…ถ้าดูจากการจัดตั้งบริษัทใหม่ ซึ่ง 5 ใน 7 เพื่อรองรับธุรกิจพลังงานทดแทน บ่งบอกว่า CHOW กำลังจะหันหัวเรือไปสู่ธุรกิจพลังงานทดแทนป๊ะเนี่ย..??

ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะธุรกิจพลังงานทดแทนจะช่วยสร้าง Recurring Income หรือรายได้ประจำให้  CHOW และช่วยลดความผันผวนของธุรกิจเหล็ก แถมมาร์จิ้นน่าจะสูงกว่าธุรกิจเหล็กด้วยนะ…

งั้นต่อจากนี้ก็น่าจะเห็น  CHOW เปิดเกมรุกเข้าลงทุนในธุรกิจพลังงานเพิ่มเติมอีกแหง ๆ…เชื่อขนมกินได้เลย

ส่วนจะเป็นในรูปแบบไหน..?? ซื้อกิจการโรงไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว หรือจะลงทุนเองตั้งแต่เริ่มต้น…คงขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะที่เหมาะสมละมั้ง…

แล้วถามว่านอกจากปักธงที่ธุรกิจพลังงานทดแทน จะขยับขยายไปลงทุนในธุรกิจอื่นอีกหรือเปล่า..?? จะล้างภาพจากธุรกิจเหล็กไปเลยมั้ย..?? ไม่รู้ ๆๆ

คงต้องไปกระชิบถาม “เฮียอนาวิล จิรธรรมศิริ” แล้วล่ะ

แต่เชื่อว่าการมีโครงสร้างรายได้ที่หลากหลายขึ้น จะทำให้งบการเงินของ CHOW ไม่สวิงสวายจนเกินไป แต่จะโตแบบมีเสถียรภาพมากขึ้น…

ถ้างบดี..งบสวย ขี้คร้านนักลงทุนจะเฮโลเข้ามาลงทุนในหุ้น CHOW..!?

…อิ อิ อิ…

Back to top button