ถอดรหัส ‘เชฟรอน’ ปรับพอร์ตปลายน้ำ.!?

การประกาศขายกิจการ Chevron Hong Kong (CHK) ให้กับ BCP มูลค่ากว่า 8,300 ล้านบาท ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อขายสินทรัพย์ธรรมดา แต่นี่คือ “ภาพสะท้อน” ของการปรับตัวครั้งใหญ่สุด


การประกาศขายกิจการ Chevron Hong Kong (CHK) ให้กับบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มูลค่ากว่า 8,300 ล้านบาท ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อขายสินทรัพย์ธรรมดา แต่นี่คือ “ภาพสะท้อน” ของการปรับตัวครั้งใหญ่สุดรอบทศวรรษของยักษ์ใหญ่พลังงานโลกอย่าง “เชฟรอน” (Chevron) ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก

แต่อะไรคือเหตุผลเบื้องหลัง..ทำให้เชฟรอน ยอมปล่อยมือจากตลาดที่มีกำลังซื้อสูงอย่างฮ่องกง..!?

เหตุผลประการแรกคือกลยุทธ์การจัดระเบียบสินทรัพย์ทั่วโลก (Portfolio Optimization) โดยปี 2026 มุ่งเน้นไปที่การเป็นบริษัทพลังงานที่ “คล่องตัวและทำกำไรสูง” (High-return & Lean) โดยหันไปทุ่มงบลงทุนมหาศาลกว่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) ในพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น Permian Basin ในสหรัฐฯ และแหล่งน้ำมันดิบในกายอานา ที่ได้มาจากการควบรวมกิจการ Hess Corp ช่วงปีที่ผ่านมา

ในสายตาของบอร์ดบริหารเชฟรอนธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน (Downstream) ในตลาดเติบโตเต็มที่แล้ว (Mature Market) อย่างฮ่องกง ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และการแข่งขันรุนแรงถูกจัดสถานะเป็น Non-core Asset หรือสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักอีกต่อไป

การขาย Chevron Hong Kong ออกไป จึงเป็นการนำกระแสเงินสดกลับไปเติมเต็มกับโครงการที่สร้างการเติบโตได้มากกว่า..

“เชฟรอน” มีเป้าหมายชัดเจนกับการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักทั่วโลกให้ได้มูลค่ารวม 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2028 เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านการปันผลและการซื้อหุ้นคืน “ดีลฮ่องกง” จึงเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์การลดความซับซ้อนในองค์กร โดยเชฟรอนตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานให้ได้ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในสิ้นปี 2026

การถอยออกจากตลาดค้าปลีก ที่ต้องบริหารจัดการสถานีบริการและโลจิสติกส์ที่ซับซ้อน ช่วยให้บริษัทโฟกัสไปที่การเป็นผู้ผลิตพลังงานต้นน้ำได้อย่างเต็มที่

ปี 2026 โลกกำลังขับเคลื่อนด้วยนโยบาย Net Zero อย่างเข้มงวด “เชฟรอน” เริ่มรุกหนักธุรกิจ New Energies ทั้งการดักจับคาร์บอน (CCUS) และไฮโดรเจน การลดสัดส่วนธุรกิจน้ำมันแบบดั้งเดิมในพื้นที่ ที่ยอดการใช้น้ำมันเริ่มคงตัว จึงเป็นกลยุทธ์สมเหตุสมผล

อย่างไรก็ตามเชฟรอน ไม่ได้ “ทิ้ง” แบรนด์ Caltex เลยเสียทีเดียว แต่ใช้โมเดล Licensing Agreement หรือ การอนุญาตให้บางจากใช้สิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าแทน โมเดลนี้เองช่วยให้เชฟรอนยังคงชื่อแบรนด์ให้ปรากฏอยู่ในตลาดโลก โดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงเรื่องการบริหาร (Asset-light Model) อีกต่อไป

สำหรับผู้ซื้ออย่าง “บางจาก” นี่คือโอกาสการก้าวสู่การเป็น Regional Player หรือ “ผู้เล่นระดับภูมิภาค” เพราะการได้สถานีบริการ Caltex จำนวน 31 แห่ง บนจุดยุทธศาสตร์ของฮ่องกง พร้อมธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทรและคลังน้ำมัน คือการต่อยอดจากความสำเร็จกับการควบรวม Esso ในไทย ที่ช่วยให้บางจาก สามารถขยายตลาดการกลั่นน้ำมันจากไทย สู่ลูกค้าระดับพรีเมียมในฮ่องกงได้ทันที เรียกว่าสร้างประโยชน์ร่วม (Synergy) ที่ลงตัวสำหรับทั้ง 2 ฝ่ายนั่นเอง..!!

Back to top button