ภาษี 15% : รอยร้าวทางกฎหมายสหรัฐ

การประกาศใช้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าถ้วนหน้าในอัตรา 15% ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมีผลวันที่ 24 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา


การประกาศใช้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าถ้วนหน้าในอัตรา 15% ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมีผลวันที่ 24 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขยับหมากทางการค้าธรรมดา แต่มันคือการ “ท้าทาย” อำนาจตุลาการอย่างรุนแรง

หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ เพิ่งสั่งยกเลิกมาตรการภาษี ภายใต้กฎหมาย IEEPA ไปเพียงไม่ถึง 48 ชั่วโมง

หัวใจสำคัญของความขัดแย้งนี้อยู่ที่การเลือกใช้มาตรา 122 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการรับมือกับ “วิกฤตดุลการชำระเงิน” (Balance of Payments) เป็นการเฉพาะ

โดย “ทรัมป์” พยายามชี้ให้เห็นว่า การขาดดุลการค้าสินค้ากว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 4% ของ GDP คือ สัญญาณอันตราย ที่อาจเข้าข่ายภาวะฉุกเฉินระดับชาติ

อย่างไรก็ตามจุดอ่อนที่สำคัญคือ “คำพูดของรัฐบาล” ในอดีต ซึ่งกระทรวงยุติธรรม เคยระบุว่า การขาดดุลการค้ากับการขาดดุลการชำระเงินนั้นเป็นคนละเรื่องกันในเชิงแนวคิด การนำกฎหมายนี้มาใช้จึงเปรียบเสมือนการนำยาผิดประเภทมาใช้รักษาโรค เพื่อหวังผลลัพธ์ทางการเมืองและการคุ้มครองทางการค้า

นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า สหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตดุลการชำระเงินแต่อย่างใด เนื่องจากความเชื่อมั่นในดอลลาร์ สหรัฐฯ ยังสามารถกู้ยืมเงินจากตลาดโลกได้ในต้นทุนที่ต่ำ

ตลาดหุ้นที่แข็งแกร่ง (ยอดดุลบัญชีที่ติดลบบางส่วนเกิดจากต่างชาติ หันมาลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐฯ เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่าที่อื่น)

ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว (ดอลลาร์มีกลไกปรับสมดุลตัวเองตามตลาด ไม่เหมือนกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ในอดีตที่มักเกิดวิกฤตได้ง่ายกว่า)

หากมาตรา 122 นี้ ถูกบังคับใช้ต่อเนื่องจนครบ 150 วัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีคือ “พายุเงินเฟ้อ” รอบใหม่ สินค้าทุกอย่างตั้งแต่วัตถุดิบอุตสาหกรรม จนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีต้นทุนพุ่งสูงขึ้น 15% ทันที ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดไม่ใช่คู่ค้าต่างประเทศ แต่เป็น “ธุรกิจขนาดเล็กและผู้บริโภคชาวอเมริกัน” ที่ต้องแบกรับภาระภาษีนี้

ขณะเดียวกันความพยายามของภาคธุรกิจ ในการเรียกคืนภาษี (Refund) จากมาตรการเดิมที่ศาลสั่งยกเลิกไป กลาย เป็นสมรภูมิทางกฎหมายที่ซ้อนทับกันอยู่

ทำให้ภาคเอกชนกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนขั้นสูงสุดว่า พวกเขาควรจะตั้งราคาสินค้าอย่างไร ช่วงสภาวะที่กฎ หมายภาษีเปลี่ยนไปมาทุก ๆ 48 ชั่วโมง

มาตรการภาษี 15% นี้อาจเป็นเพียง “การซื้อเวลา” ของฝ่ายบริหาร เพื่อแสดงพลังอำนาจต่อหน้าฐานเสียงและกดดันคู่ค้า แต่ระยะยาว มันคือการทำลายบรรทัดฐานทางกฎหมายและการค้าเสรี

หากศาลการค้าชั้นต้นหรือศาลฎีกา มีคำสั่งระงับอีกครั้ง รัฐบาลทรัมป์อาจเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นรุนแรง ยิ่งกว่าวิกฤตดุลการชำระเงินที่กล่าวอ้างได้

ทำให้ทั่วโลกกำลังจับตาดูว่า สหรัฐฯ จะเลือกเดินหน้าสู่ระเบียบการค้าแบบกีดกันเต็มตัว หรือจะยอมถอยกลับมาใช้กลไกพหุภาคีในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรังเช่นนี้..!!

Back to top button