
พาราสาวะถี
รายชื่อครม.หนู 2 ที่ปรากฏตามหน้าสื่อคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันกับนักข่าวว่า ทุกอย่างเรียบร้อย
รายชื่อครม.หนู 2 ที่ปรากฏตามหน้าสื่อคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันกับนักข่าวว่า ทุกอย่างเรียบร้อย พร้อมพยักหน้าแทนคำตอบเมื่อถามว่า เตรียมนำรายชื่อครม.ใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือยัง เช่นเดียวกับการพยักหน้าการันตี ปกรณ์ นิลประพันธ์ ทิ้งเก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามานั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ส่วน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตามคำชี้แจงของท่านผู้นำ เมื่อรัฐบาลเก่าจบไปแล้วถือว่าจบกัน เริ่มรัฐบาลใหม่ถือเป็นคนละคณะการเปลี่ยนตัวจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่อย่างใด
นาทีนี้การจัดตั้งรัฐบาลไม่มีปัญหาถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากแล้ว เพราะยังมีเรื่องใหญ่ที่รอให้รัฐบาลอำนาจเต็มเข้ามาแก้ไขอย่างเร่งด่วนนั่นก็คือ ปัญหาน้ำมัน ไม่ต้องสงสัยว่าหนักหนาสาหัสขนาดไหน ถึงขั้นที่ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.ต้องมานั่งโต๊ะแถลงข่าวผ่าน ศบก.ด้วยตัวเอง ยืนยันปริมาณมีเพียงพอที่จะใช้ภายในประเทศ แต่มาสะดุดตรงที่ เรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันประหยัด โดยอ้างสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน
คงลืมไปว่าฝ่ายกุมอำนาจเป็นผู้ยืนยันเองว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ได้มากกว่า 100 วัน ซึ่งนั่นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องประหยัด หากแต่ความจริงก็คือการใช้ของภาคประชาชน ถ้าพิจารณาจากความเป็นจริง แม้จะเกิดภาวะตื่นตระหนกแต่ปริมาณการใช้ หรือจำนวนรถและคนที่ไปเติมหน้าปั๊มก็ไม่ได้แตกต่างจากช่วงภาวะปกติเท่าใดนัก ที่หนักสุดซึ่ง ฝ่ายบริหารจัดการกล้าที่จะยอมรับความจริง นั่นก็คือ ภาคอุตสาหกรรมที่มาแย่งเติมน้ำมันหน้าปั๊มต่างหากที่มันไม่ปกติ
มิหนำซ้ำ ยังมีปัญหา เรื่องการกักตุนที่พยายามปฏิเสธมาตลอด แต่จำนนด้วยหลักฐานของการตรวจพบที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริงที่เหยียบทับกันไว้ มาถึงตรงนี้เห็น การขยับขึ้นราคาทีเดียวของกลุ่มน้ำมันเบนซินที่ลิตรละ 2 บาท ภาวะการขาดแคลนน่าจะหายไป ข่าวคราวคำสั่งต่าง ๆ ที่ออกมา จะต้องมีน้ำมันเต็มทุกปั๊ม คงไม่มีใครอยากมองไปในทำนองว่าก็ แค่แอ็คชั่น เพื่อให้ทุกอย่างไหลลื่นไปตามบทที่ได้วางกันไว้เท่านั้นเอง
บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่จำเป็นต้องรีบสวาปาม เมื่อรัฐบาลอำนาจเต็ม มีพร้อมทุกอย่างที่จะสนับสนุนให้อยู่กันแบบยาว ๆ ยังมีเวลาเหลืออีกบานตะไทสำหรับใครที่ลงทุนกับการเลือกตั้งหนนี้ไปแล้ว ต้องการที่จะถอนทุนคืน ยิ่งหากมารีบเอาคืนบนความเดือดร้อนของประชาชน มันจะกลายเป็นกระแสตีกลับ ซึ่งถ้าลองนับย้อนกลับไปตั้งแต่การเกิดขึ้นของรัฐบาลอายุสั้น กระทั่งจะส่งต่ออำนาจให้รัฐบาลอำนาจเต็ม จะเห็นได้ว่า อนุทินและลิ่วล้อต่างเจอกับเหตุการณ์ที่ตั้งอยู่บนความทุกข์ร้อนของคนแทบทั้งสิ้น
นับตั้งแต่กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่ทำท่าว่าจะทำให้เสียรังวัด แต่ดันเกิดเหตุการณ์ปะทะชายแดนรอบสองเสียก่อน ถ้าเป็นภาษามวยก็จะเรียกว่าเกือบหลับแต่กลับมาได้ ผนวกเข้ากับการเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส และแรงหนุนที่พร้อมทุกองคาพยพของขบวนการเผด็จการสืบทอดอำนาจ จึงทำให้ยืนหยัดมาจนถึงวันนี้ หลังจากนี้ หากยังปล่อยให้ปัญหาเรื่องน้ำมันคาราคาซัง บวกเข้ากับเรื่องค่าครองชีพของประชาชนที่จ่อจะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ถ้ายังแก้ไม่ตกจะกลายเป็นว่าเกิดภาวะสะดุดตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก้าวขาออกจากจุดสตาร์ท กันเลยทีเดียว
ถามต่อไปว่า ปัญหาน้ำมันมีข้อกังขาต่อกระบวนการแก้ปัญหากันมากน้อยขนาดไหน ทั้งที่เห็นการเรียกประชุมและสั่งการของอนุทินมาโดยตลอด ปฏิกิริยาจากท่านผู้นำคือคำตอบ กับการไม่ยอมตอบประเด็นที่ว่ามีการเรียกผู้ประกอบการหารือ และกำชับให้ทุกสถานีบริการน้ำมันห้ามน้ำมันขาด ล่าสุดราคาน้ำมันขยับขึ้น 2 บาทต่อลิตร แต่ก็นั่นแหละ อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น เพราะบางอย่างการที่ไม่พูดไม่ได้หมายถึงว่ายอมรับสภาพ จนใจต่อปัญหาที่เผชิญ อย่างที่รู้กันเสี่ยหนูปากเบาบางทีปล่อยให้ซักกันยาว ๆ อาจจะหลุดจนสั่นคลอนความเชื่อมั่นเข้าไปอีก
ตอนนี้ดีที่สุดคือ ประคับประคองสถานการณ์ เพื่อให้รัฐบาลอำนาจเต็มได้ตั้งไข่กันไปก่อน จะเห็นได้ว่าจากที่เคยตั้งท่าไม่ยอมรับบางรายชื่อของพรรคร่วมแกนหลักอย่างเพื่อไทย พอทำไปทำมาด้วยสภาพปัญหาอื่นที่มากกว่า จำเป็นต้องปล่อยผ่าน ความจริงก็รู้กันอยู่เรื่องการจัดวางคนเป็นอำนาจภายในของแต่ละพรรค การร่วมงานกันมารยาทเป็นเรื่องสำคัญ ความไม่พอใจในแง่ของคนที่ได้รับเลือกเป็นรัฐมนตรีควรจะเกิดจากภายในพรรคของคนเหล่านั้นมากกว่า ไม่ใช่มาจากคนต่างพรรค
เห็นได้จากข่าวที่เล็ดลอดมาจากพรรคเพื่อไทย ต่อแรงกระเพื่อมภายในที่มาจากการคัดสรรคนไปนั่งเก้าอี้เสนาบดีรอบนี้ ถ้อยแถลงจาก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค แม้จะบอกว่าไม่มีปัญหา ทุกคนเข้าใจดี แต่การที่บอกว่า“ทุกคนรู้โอกาสหน้ายังมี” นั่นหมายถึงความไม่พอใจมีอยู่จริง อยู่ที่ว่าจะมากพอถึงขั้นทำให้คิดตีจากย้ายคอกกันหรือไม่เท่านั้นเอง แต่ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ คงไม่มีใครกล้าที่จะออกตัวแรง เนื่องจากฝ่ายที่อยากจะให้พรรคสีแดงเกิดความระส่ำระสาย เพิ่งผ่านศึกที่ใช้กระสุนไปเต็มแม็กซ์ จึงไม่พร้อมที่จะทุ่มทุนสร้างในเวลานี้
ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางแล้ว มีรายงานข่าวจากฝ่ายความมั่นคงให้จับตาดูความเคลื่อนไหวของเขมรอย่างใกล้ชิดด้วย เนื่องจากมีการสั่งซื้ออาวุธจากยุโรปตะวันออกมาจำนวนมาก และยังพบการระดมกำลังพลขยับมาประชิดชายแดนไทยมากขึ้น ซึ่ง พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เพิ่งยอมรับ ทหารเขมรยกพลมาใกล้ปราสาทตาควายที่สุรินทร์ แม้จะยังไม่กังวลแต่ ยอมรับมีโอกาสที่จะเกิดการปะทะรอบ 3 สถานการณ์เขมรเคยช่วยชีวิตอายุรัฐบาลอายุสั้น แต่ภายใต้สารพัดปัญหาเวลานี้ การไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง ร้ายแรงใด ๆ มาซ้ำเติมน่าจะดีที่สุด
อรชุน