
DPAINT แตกไลน์อสังหาฯ
นับตั้งแต่ DPAINT เจ้าของแบรนด์สีทาบ้านและอาคาร “Delta” (สีเดลต้า) มีชนักติดหลังจากกรณีผู้ถือหุ้นใหญ่ แอนด์ เดอะ แก๊ง จำนวน 29 ราย ถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษฐานปั่นหุ้น ก็ทำให้หุ้น DPAINT เสียศูนย์ไปเลยก็ว่าได้
นับตั้งแต่บริษัท สีเดลต้า จำกัด (มหาชน) หรือ DPAINT เจ้าของแบรนด์สีทาบ้านและอาคาร “Delta” (สีเดลต้า) มีชนักติดหลังจากกรณีผู้ถือหุ้นใหญ่ แอนด์ เดอะ แก๊ง จำนวน 29 ราย ถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษฐานปั่นหุ้น ก็ทำให้หุ้น DPAINT เสียศูนย์ไปเลยก็ว่าได้ สะท้อนได้จากราคาหุ้นที่ไหลลงแบบกู่ไม่กลับ ปัจจุบันซื้อขายกันที่เศษสตางค์เท่านั้น จากราคาไอพีโอที่ 7.50 บาท ณ พาร์ 1.00 บาท
หันไปดูในมุมธุรกิจ ก็น่าเป็นห่วง เพราะต้องท้าชนกับเจ้าใหญ่ อย่างบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ที่ครองตลาดสีทาบ้านและอาคารมาอย่างยาวนาน (แม้ DPAINT และ TOA เป็น “ตั้งคารวคุณ” เหมือนกัน แต่คนละสายกันนะจิบอกให้…)
ทำให้การเติบโตของ DPAINT จำกัดจำเขี่ยมากขึ้น เห็นได้จากรายได้และกำไรที่ถดถอยลงต่อเนื่อง…ปี 2565 มีรายได้รวม 909.24 ล้านบาท กำไรสุทธิ 55.61 ล้านบาท ถัดมาปี 2566 มีรายได้รวม 1,021.28 ล้านบาท กำไรสุทธิ 13.70 ล้านบาท ส่วนปี 2567 มีรายได้รวม 717.96 ล้านบาท พลิกขาดทุนสุทธิ 165.04 ล้านบาท และปี 2568 มีรายได้รวม 608.65 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 58.01 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 มีรายได้รวม 139.72 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 7.21 ล้านบาท
โดยสถานะการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 11.07 ล้านบาท แต่มีในส่วนของหนี้สินที่เป็นเงินเบิกเกินบัญชี และเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 124.91 ล้านบาท มีเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียน 182.22 ล้านบาท และมีส่วนของหนี้สินระยะยาวถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 22.92 ล้านบาท
DPAINT คงรู้ตัวดีว่า หากไม่ทำอะไรเลย…คงแคระแกร็นลงเรื่อย ๆ จึงต้องขวนขวายหาธุรกิจใหม่เข้ามาเสริม…เพิ่มรายได้ เลยเป็นที่มาของการแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์..!?
แต่อย่างที่ทุกคนรู้ดีว่า ตลาดอสังหาฯ ในยามนี้ยังหายใจติดขัด มีหลายปัจจัยลบกดทับ ไหนจะกำลังซื้อที่หดหาย จากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา แล้วไหนจะถูกแบงก์สกัดดาวรุ่งจากมาตรการปล่อยกู้ที่เข้มงวดซ้ำเติมอีก ทำให้บรรดาค่ายอสังหาฯ ออกอาการหน้ามืดไปตาม ๆ กัน
ในขณะที่ค่ายอสังหาฯ อยากถอยใจแทบขาด…แต่ DPAINT กลับวิ่งเข้าใส่ธุรกิจอสังหาฯ ซะงั้น…ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า DPAINT คิดอะไรอยู่ป๊ะเนี่ย..??
ถ้ามองภาพรวมตลาดอสังหาฯ ไม่ดีจริง…อันนี้ไม่เถียง
แต่ถ้าเจาะเป็นรายเซกเมนต์หรือบางทำเลก็ยังไปได้ โดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ต ตลาดอสังหาฯ ยังเติบโตได้ดี พิสูจน์ทราบได้จากผลประกอบการของบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ซึ่งเป็นเจ้าตลาดอสังหาฯ คอนโดมิเนียมที่จังหวัดภูเก็ต ยังเติบโตดี ปี 2567 มีรายได้รวม 1,296.66 ล้านบาท กำไรสุทธิ 91.23 ล้านบาท ปี 2568 มีรายได้รวม 2,994.19 ล้านบาท กำไรสุทธิ 591.09 ล้านบาท
ขณะที่การบุกตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดภูเก็ตของ DPAINT นั้น จะใช้เงินลงทุนราว 359.43 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) การซื้อหุ้น 100% ในบริษัท เดอะ ซิตี้ ภูเก็ต เรสซิเด้นท์ จำกัด (CPR) จาก “ณดา อนิรุทธ์เทวา” คิดเป็นมูลค่า 100.50 ล้านบาท 2) การลงทุนตามแผนพัฒนาโครงการ City C จำนวน 228.93 ล้านบาท และ 3) เงินทุนหมุนเวียน 30 ล้านบาท
ที่น่าสนใจ CPR มีโครงการภายใต้การบริหารที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ที่อยู่ระหว่างการขายและโอนกรรมสิทธิ์ จำนวน 2 อาคาร สูง 8 ชั้น (The Phuket City อาคาร A และอาคาร B) และอยู่ระหว่างการพัฒนาอาคารที่ 3 ภายใต้โครงการ The Phuket City อาคาร C ซึ่งคาดจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2570
โอเค…แม้ DPAINT ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ (มีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและโอนกรรมสิทธิ์รอรับรู้รายได้อยู่แล้ว) แต่สิ่งที่ท้าทายต้องไม่ลืมว่า DPAINT เป็นมือใหม่หัดขายบ้านและคอนโดฯ จะไปต่อกรกับเจ้าใหญ่ในพื้นที่ยังไง..?? นี่แหละที่น่าจับตา
ไม่เท่านั้น DPAINT ยังต้องแลกมาด้วยการเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering) จำนวน 1,840 ล้านหุ้น อัตราส่วน 1 หุ้นเดิม ต่อ 8 หุ้นใหม่ ที่ราคาหุ้นละ 0.20 บาท รวมเป็นเงิน 368 ล้านบาท เพื่อรองรับการซื้อ City Phuket ด้วยนะ
แน่นอนว่า สิ่งที่ตามมาจะเกิดไดลูชั่นเอฟเฟกต์กับผู้ถือหุ้นแหง ๆ…
ส่วนเรื่องของความคุ้มค่า..?? คงต้องรอวันพิสูจน์กันต่อไป…
แต่อย่างน้อยก็ดีกว่า DPAINT ไม่ทำอะไรเลย…แล้วรอวันเฉาตาย..ว่ามั้ย..??
…อิ อิ อิ…