หุ้นชิปสู้แรงขาย

วันก่อนอีฉันเพิ่งเม้าท์ถึงเรื่องหุ้นหุ่นยนต์ของต่างประเทศจีนกำลังแต่งตัวเข้าตลาดหุ้นมากถึง 46 ราย พร้อมกับเม้าท์ถึงเรื่อง AI เป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนเพิ่มความสนใจในหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น


วันก่อนอีฉันเพิ่งเม้าท์ถึงเรื่องหุ้นหุ่นยนต์ของต่างประเทศจีนกำลังแต่งตัวเข้าตลาดหุ้นมากถึง 46 ราย พร้อมกับเม้าท์ถึงเรื่อง AI เป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนเพิ่มความสนใจในหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น ขณะเดียวกันได้ชี้ให้เห็นผู้ผลิตชิปยักษ์ของเกาหลีอย่าง SK Hynix” เตรียมตัวนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมทั้งเม้าท์ถึงบริษัท “ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง” (TSMC) และ “ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์” (Samsung Electronics) มีราคาหุ้นที่บูมสุด พะยะค่ะ

พอถัดมาอีกวัน..กลายเป็นว่า หุ้นเหล่านั้นโดนถล่มยับเยิน พร้อมกับมีคำอธิบายว่า ขายเพื่อนำเงินไปซื้อหุ้น SpaceX ซึ่งจะเริ่มซื้อขายในบนตลาด Nasdaq ในวันที่ 12 มิ.ย. นี้ และอีกคำอธิบายก็คือ ราคาหุ้นเทคฯ สูงเกินไปเมื่อเทียบปัจจัยพื้นฐาน จึงมีความจำเป็นต้องขายเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่จะกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกอีกระยะหนึ่ง จึงต้องจับตาดูว่า วันที่ “สเปซเอ็กซ์” เข้าเทรดจะช่วยปลุกหุ้นเทคฯ ได้อะป่าว?

ฉะนั้นการที่ตลาดหุ้นไทยทรุดลงมาปิดที่ระดับ 1,561.68 จุด ลบไป 20.92 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.89 หมื่นล้านบาท ย่อมเป็นเรื่องที่อีฉันยอมรับได้อยู่แล้ว เพราะในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยถูกขับเคลื่อนจากหุ้น DELTA มากถึง 200 จุด และการที่หุ้นตัวนี้ถูกขายตั้งแต่เปิดเทรดจนลงไปทำโลว์ที่ระดับ 329 บาท แต่สุดท้ายสู้กลับขึ้นมายืนปิดที่ 338 บาท ลบไป 5 บาท หรือลงไป 1.46% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.90 พันล้านบาท และมีผลต่อดัชนี 5 จุดแบบนี้..ลงน้อยไปด้วยซ้ำนะจ๊ะ

ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น HANA เป็นรายถัดมา เพราะเป็นหุ้นที่ขึ้นด้วยสตอรี่ล้วน ๆ ขณะที่ตัวเลขกำไรจริงที่ควรจะมาตั้งแต่ไตรมาส 1 กลับไม่มาตามนัดเสียอย่างนั้น แต่ราคาหุ้นยังไต่เพดานขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ย่อมเป็นเรื่องที่ฝืนความรู้สึกเป็นธรรมดา อีฉันถึงมองการยืนปิดที่ระดับ 34.75 บาท ลบไป 1.25 บาท หรือลงไป 3.47% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 950 ล้านบาท น่าจะเป็นแค่การเขย่าหุ้น เพื่อเช็กฐานแฟนคลับเจ้าค่ะ

เช่นเดียวกับในรายของ CCET ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำผลงานได้เสมอต้นเสมอปลาย แต่ราคาหุ้นเพิ่งเด้งรับในช่วงเดือนครึ่งที่ผ่านมานี้เอง “โมนิก้า” ถึงอยากให้นักลงทุนประเมินการยืนปิดที่ระดับ 9 บาท ลบไป 0.35 บาท หรือลงไป 3.74% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 650 ล้านบาท ท่ามกลาง PE 50 เท่า มีความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน? เพราะสิ่งที่หลายคนพอรับรู้จากการพูดกันปากต่อปากคือ ไตรมาส 2 กำไรน่าจะมาไงล่ะคะ

คล้ายกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ KCE เพราะรายนี้ก็มาจากความเชื่อที่ว่า ออเดอร์สั่งซื้อชิปจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2 เพราะกระแสเอไอมาแรงเหลือเกินในช่วงที่ผ่าน “โมนิก้า” ถึงอยากให้นักเล่นประเมินการย่อตัว 3 วันติด จนหุ้นร่วงจากระดับ 40 บาท มายืนที่บริเวณ 35.75 บาท ลบไป 1 บาท หรือลงไป 2.72% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.02 พันล้านบาท ท่ามกลาง PE 51 เท่า ถือว่า หุ้นตัวนี้แข็งจริงไหม?

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” ต้องขอเม้าท์ถึงหุ้นที่ไม่เกี่ยวกับเอไอสักหน่อย เพราะต้องการสื่อให้เห็นคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ที่พูดถึงหุ้นตัวนี้ว่า ความตึงเครียดหลายอย่างที่เริ่มลดระดับลง ส่งผลดีโดยตรงกับภาคท่องเที่ยว และหนึ่งในดาวเด่นในช่วงนี้ก็คือ THAI ซึ่งไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่วานนี้ก็ถูกขายจนลงมาอยู่ที่ 6.60 บาท ลบไป 0.50 บาท หรือลงไป 7% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.05 พันล้านบาทแบบนี้..กล้าแทงสวนไหมคะ

ตบท้ายกันที่พ่อดอกมะลิ JAS ก็ขึ้นแท่นเป็นเจ้าพ่อกีฬาหนึ่งเดียวของไทยอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะหลังจากคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลโลก ก็ทำให้หลายคนเชื่อว่า รายได้จะเข้ามาในบริษัทเป็นกอบเป็นกำ วานนี้จึงมีการไล่ราคาหุ้นอีกรอบ จนหุ้นขึ้นไปทำไฮที่ระดับ 1.21 บาท ก่อนจะม้วนตัวลงมาปิดเสมอตัวที่ระดับ 1.15 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 201 ล้านบาทแสดงว่า วันนี้น่าจะเล่นสั้นกันอีกยกใช่ไหมเอ่ย?

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button