
เริ่มไล่เช็กบิล?
ผ่านไปแล้วสำหรับช่วงตื่นเต้นของตลาดหุ้นไทย หลังคดีฮั้ว สว. ไปไม่ถึงตัวรัฐบาล ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าแบบไร้รอยสะดุด
ผ่านไปแล้วสำหรับช่วงตื่นเต้นของตลาดหุ้นไทย หลังคดีฮั้ว สว. ไปไม่ถึงตัวรัฐบาล ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าแบบไร้รอยสะดุด ขณะเดียวกันก็เป็นจังหวะที่ “เสี่ยหนู” ต้องพยายามเร่งเครื่องประชานิยม เพื่อรักษาฐานเสียงให้แน่นขึ้นกว่าเดิม พร้อมกันนั้นก็คงเริ่มไล่เช็กบิลคนที่สาดโคลนด้วยข้อกฎหมายแบบดุเดือดแบบนี้..อีฉันขนลุกซู่เลยพะยะค่ะ
งานนี้ “โมนิก้า” ไม่ได้เข้าข้างใครทั้งสิ้น แต่ทั้งหมดมาจากคนต้นเรื่องที่ประโคมข่าวโกง ดันมีการกลับคำให้การ พร้อมกับพูดว่าโดนบังคับจากคนมีอำนาจให้สร้างเรื่อง แถมการตรวจสอบเส้นเงินก็ไม่มีไปถึงคนในรัฐบาล อีฉันเลยเป็นห่วงคนที่ออกตัวแรงอาจเกิดอาการร้อน ๆ หนาว ๆ เพราะเกมการเมืองเที่ยวนี้คงเล่นหนักกว่าเดิม หลังฝั่งร้องเรียนเดินเกมพลาดในแบบที่ว่า ข้อมูลไม่แม่นนะนายจ๋า!
อีกเรื่องที่ “โมนิก้า” อยากเท้าความคงเป็นปมขัดแย้งเกี่ยวกับ “วาระที่ 7″ ของมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น BCP เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 69 ซึ่งวาระดังกล่าวไม่ใช่ผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มคนที่ยื่นแก้ไขข้อบังคับ แต่เป็นคณะกรรมการของบางจากเป็นผู้เสนอเพื่อขอแก้ไขข้อบังคับของบริษัท เพื่อยกระดับคุณสมบัติกรรมการให้เข้มงวดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ และกรรมการบางรายโดยตรง..จำได้ไหมเอ่ย?
หากจำไม่ได้ “โมนิก้า” ขอพาไปดูสาระสำคัญของวาระที่ 7 ซึ่งมีการกำหนดให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการต้อง ไม่เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวโทษ หรือถูกอายัดทรัพย์สินโดยสำนักงาน ปปง. (คดีฟอกเงิน) หากมตินี้ผ่าน กรรมการที่เป็นตัวแทนจากกลุ่มทุนดังกล่าวจะพ้นตำแหน่งทันที และเรื่องนี้เหมือนมุ่งเป้าไปที่ บ.อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี หรือ ACE ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ราว 16.82% และมีตัวแทนนั่งเป็นบอร์ด แถมโดน ปปง. ถูกอายัดทรัพย์สินด้วยนะซี
ที่น่าสนใจคือ การที่ประชุมบางจากมีแนวคิดจะ ตัดสิทธิ์ออกเสียงของ ACE โดยอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ในตลาดทุนถึงความถูกต้องทางกฎหมายดังกระหึ่ม แต่ผลการลงมติประชุมผู้ถือหุ้นในวันดังกล่าวก็ถูกคว่ำ (ไม่ผ่านมติ) เนื่องจากผลโหวตที่เห็นด้วยมีคะแนนเพียง 69.50% (ต่ำกว่า 75%) ทำให้วาระการแก้ไขข้อบังคับบริษัทตกไป เพราะต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 (75%) ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิ์ออกเสียงนะนายจ๋า!
ผลดังกล่าวทำให้ตัวแทนจาก บ.อัลฟ่า ชาร์เตอร์ดฯ ยังสามารถนั่งเป็นบอดร์ดบางจากได้ต่อไปตามโครงสร้างเดิม ผนวกกับกระบวนการทางกฎหมายของ ปปง. ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งเรื่องดังกล่าวน่าจะจบเพียงแค่นี้! เพราะทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามกฎระเบียบ และแต่ละคนก็ควรกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง เนื่องจากยังมีอีกหลายเรื่องที่บอร์ดต้องบริหารจัดการไงล่ะคะ
คล้อยหลังได้ไม่นานดันมีคนสวมบทเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยด้วยกันทั้งหมด 7 ราย พร้อมกับแต่งตั้งทนายเพื่อฟ้องร้องให้มีการเพิกถอนมติดังกล่าวที่มีการลงคะแนนเสียงไปแล้ว “โมนิก้า” ถึงมองว่า เรื่องนี้มีความผิดปกติอย่างแน่นอน แถมได้ยินข่าวแว่ว ๆ มาว่า คนเหล่านั้นเข้ามาถือหุ้นบางจากได้เพียงไม่กี่วัน และเมื่อเกาะติดภูมิหลังของกลุ่มคนดังกล่าว ก็ทำให้อีฉันถึงบางอ้อ!..จริงหรือไม่?..ลองถามคนบางจากดูนะคะ
ถามว่าเรื่องดังกล่าวทำไมถึงกลับมาเป็นประเด็นที่เม้าท์มอยด์นอีกครั้ง อีฉันเลยสงสัยว่า ตอนนี้อาจมีการเปลี่ยนผู้บริหารภายในองค์กรหรือเปล่า? จึงทำให้ภายในมีการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ซึ่งมีทั้งในส่วนที่เป็น “ขั้วเก่า ขั้วใหม่” ก็ล้วนห่ำหั่นด้วยการประโคมสารพัดข่าว หรือแม้กระทั่งฝั่ง “ไม่มีขั้ว” ที่ใครจะมา..ใครจะไป ก็สามารถทำงานร่วมกันได้แบบนี้..พฤหัสฯ นี้รู้กันจ้า!..อิอิอิ
โมนิก้าและทีมงาน