IP-TU จุดเริ่มต้นแตกไลน์

อยู่ ๆ ราคาหุ้นบริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) หรือ IP เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็ปรับลดลงไป 7.46% ปิดตลาดที่ระดับ 12.40 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 70 ล้านบาท นึกแปลกใจ เหตุใดจึงถูกทิ้งอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้..?

สำนักข่าวรัชดา

อยู่ ๆ ราคาหุ้นบริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) หรือ IP เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็ปรับลดลงไป 7.46% ปิดตลาดที่ระดับ 12.40 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 70 ล้านบาท นึกแปลกใจ เหตุใดจึงถูกทิ้งอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้..?

ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้มีการเข้ามาเก็งกำไรในหุ้นตัวนี้กันคึกคัก…เนื่องจากคาดหวังปีนี้จะเติบโตโดดเด่น หลัง 6 เดือนแรกตุนกำไรไว้แล้ว 30 ล้านบาท เกือบเท่ากับกำไรทั้งปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 43 ล้านบาท

สุดท้ายมาถึงบางอ้อ…เมื่อปรากฏข่าวผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหาร “ทรงวุฒิ ศักดิ์ชลาธร” ขายหุ้นล็อตใหญ่ออกมาจำนวน 11.30 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 5.48% ของหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด ที่ราคา 12.60 บาท โดยแบ่งเป็น 2 ล็อต…ล็อตแรกขายเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2563 จำนวน 10 ล้านหุ้น และอีกล็อตขายเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2563 จำนวน 1.30 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 142.38 ล้านบาท

เบื้องต้น “ทรงวุฒิรับเงินเข้ากระเป๋าไปเบาะ ๆ ก็ 136.73 ล้านบาท เนื่องจากมีต้นทุนหุ้น IP เพียง 0.50 บาท (คำนวณจากราคาพาร์) ทำให้มีกำไรส่วนต่างจากราคาหุ้นครั้งนี้ 12.10 บาทต่อหุ้น

จึงไม่น่าแปลกใจที่เห็นอาการตกอกตกใจของนักลงทุน เนื่องจากกังวลว่าจะเป็นการถอยฉากแล้วหรืออย่างไร..?

เพราะลักษณะแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับหลายบริษัทในตลาดฯ ที่เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ทยอยขายหุ้นออกมาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเหลือหุ้นน้อยลง

เจ้าของรวย ได้เงินก้อนโตเข้ากระเป๋า…แต่บริษัทผลประกอบการถดถอย เนื่องจากขาดความกระตือรือร้นในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัท

กลายเป็นภาพจำฝังใจของนักลงทุนที่ไม่อยากให้เกิดซ้ำรอยกับ IP

ก็หวังว่า “เฮียทรงวุฒิ” จะไม่ใจร้ายทำตัวเป็นคุณหลอกดาวหรอกนะ…

แต่จะว่าไปการขายหุ้นรอบนี้…ก็มีมุมที่น่าสนใจตรงที่เป็นการขายเพื่อสร้างพันธมิตรต่อยอดธุรกิจ เพราะคนที่เข้ามารับไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU นั่นเอง

ส่งผลให้ “ธีรพงศ์” ขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ของ IP ในสัดส่วน 5.48% ทันที…

การที่ IP ได้บริษัทระดับโลกอย่าง TU เข้ามาถือหุ้นใหญ่ แม้ในนามบุคคลของ “ธีรพงศ์”…แต่ภาพ “ธีรพงศ์” ก็คือ TU ดังนั้นสิ่งที่ IP จะได้ก่อนเลย เป็นเรื่องของภาพลักษณ์หุ้นที่ดูดีขึ้น ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ถัดมาจะทำให้ IP มีโอกาสขยายตลาดไปต่างประเทศ โดยใช้คอนเน็กชั่นที่ TU มีอยู่ในการเปิดตลาดต่างประเทศได้ด้วย

ส่วน TU อาจเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มที่แตกไลน์ไปนอกเหนือจากอาหาร ไปสู่สินค้าเพื่อสุขภาพ เป็นการชิมลาง หากไปได้สวย ไม่แน่ต่อไปบริษัทอาจถือโดยตรง

ที่ผ่านมา TU ขยายไลน์ไปสู่ร้านอาหาร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหลัก ซัพพอร์ตวัตถุดิบอาหารทะเลให้กับร้านอาหาร ก็ถือว่าไปได้ดี…มารอบนี้ TU อาจมองเรื่องสุขภาพมาเกี่ยวข้องไปอีกสเต็ปหนึ่ง อาจอาศัย R&D ที่ IP มีอยู่ เช่น เอาบางส่วนของปลามาสร้างมูลค่าเพิ่ม อย่างน้ำมันปลา ทำเป็นอาหารเสริม ก้างปลาทำเป็นสแน็กเพราะมีโอเมก้าและแคลเซียมสูง เป็นต้น

ซึ่ง TU ไม่ต้องเสียเวลาไปนับหนึ่งใหม่ เป็นการลดความเสี่ยง ต่อยอดธุรกิจได้เลย…

ถ้ารูปเกมเป็นไปตามนี้…ก็คงไม่เสียหายอะไรที่ “เฮียทรงวุฒิ” จะแบ่งขายหุ้นออกมา…

แต่อย่าแอบขายออกมาอีกก็แล้วกัน…เพราะถ้าขายอีกเรื่อย ๆ ระวังจะเกิดวิกฤติศรัทธาได้นะ

เดี๋ยวจะหาว่า “สำนักข่าวรัชดา” ไม่เตือนไม่ได้นะคะ..!!

…อิ อิ อิ…