พาราสาวะถี

ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงในการอ่านคำพิพากษา ที่สุดศาลอาญาได้ตัดสินคดีกบฏกปปส.ชุดใหญ่ โดยแกนนำสำคัญ 8 คนถูกตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา สุเทพ เทือกสุบรรณ จำคุก 5 ปี ที่สำคัญคือ 3 รัฐมนตรีในรัฐบาล พุฒิพงษ์ ปุณณกัณต์ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และ ถาวร เสนเนียม ที่มีผลให้ต้องหลุดจากตำแหน่งทันที เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุถึงหนึ่งในคุณสมบัติรัฐมนตรีตามมาตรา 160 (7) ต้องไม่เป็นผู้ต้องคําพิพากษาให้จําคุกแม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นอันว่าต้องปรับครม.กันโดยปริยาย

อรชุน

ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงในการอ่านคำพิพากษา ที่สุดศาลอาญาได้ตัดสินคดีกบฏกปปส.ชุดใหญ่ โดยแกนนำสำคัญ 8 คนถูกตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา สุเทพ เทือกสุบรรณ จำคุก 5 ปี ที่สำคัญคือ 3 รัฐมนตรีในรัฐบาล พุฒิพงษ์ ปุณณกัณต์ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และ ถาวร เสนเนียม ที่มีผลให้ต้องหลุดจากตำแหน่งทันที เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุถึงหนึ่งในคุณสมบัติรัฐมนตรีตามมาตรา 160 (7) ต้องไม่เป็นผู้ต้องคําพิพากษาให้จําคุกแม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นอันว่าต้องปรับครม.กันโดยปริยาย

เล่นเกมทุกเม็ดทุกดอกบ่งบอกถึงเจตนาเตะถ่วงถึงขั้นไม่ต้องการให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากที่การประชุมรัฐสภาวานนี้ที่ ชวน หลีกภัย นัดหมายใช้เวลาสองวันเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลา วิเชียร ชวลิต ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคสืบทอดอำนาจ เสนอให้เลื่อนร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่ค้างการพิจารณาอยู่ครั้งที่แล้ว และร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ขึ้นมาพิจารณาก่อน โดยอ้างมติที่ประชุมร่วมวิป 3 ฝ่ายได้ตกลงกันไว้

เป็นผลทำให้ส.ส.ซีกภูมิใจไทยแสดงปฏิกิริยาไม่พอใจทันที พร้อมคัดค้านการเลื่อนทั้งสองญัตติดังกล่าวมาพิจารณาก่อน แต่สุดท้ายก็พ่ายให้กับเสียงข้างมากลากไป จนพรรคร่วมรัฐบาลเสียงอันดับสองวอล์คเอาท์จากห้องประชุมทันทีหลังการลงมติ พร้อมประกาศว่าจะเข้าร่วมประชุมก็ต่อเมื่อมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเท่านั้น และ ภราดร ปริศนานันทกุล โฆษกพรรคก็นำทีมส.ส.ภูมิใจไทยแถลงข่าวต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น

โดยโฆษกภูมิใจไทยย้ำว่า การแสดงออกดังกล่าวไม่เกี่ยวกับปมปัญหาจากการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ส.ส.ดาวฤกษ์พรรคสืบทอดอำนาจงดออกเสียงให้ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ แต่สิ่งที่แสดงออกเพราะอยากให้เรื่องรัฐธรรมนูญมีการพิจารณาโดยด่วน สิ่งที่น่าสนใจคือในถ้อยแถลงนั้น แม้จะบอกว่าไม่กล้ามองว่าใครมีเจตนายื้อเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ก็ตบหน้าพรรคแกนนำรัฐบาลด้วยประโยคที่ว่า พฤติกรรมที่ผ่านมาของแต่ละพรรคก็แสดงให้เห็นว่าใครมีเจตนาอย่างไรในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”

หากไม่เกิดเหตุการณ์โหวตสวน ก็มีคำถามว่า เราจะได้เห็นท่วงทำนองเช่นนี้จากพรรคภูมิใจไทยหรือไม่  อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่เห็นด้วยและความจริงก็มองกันมาตั้งนานแล้ว รอแค่ว่าจะมีพรรคใดแสดงออกอย่างจริงจังต่อการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ สิ่งที่โฆษกภูมิใจไทยบอกว่า ไม่เห็นด้วยที่จะเลื่อนเรื่องอื่นขึ้นมาพิจารณา เพราะเรื่องข้อจำกัดที่มีเวลาพิจารณาแค่ 2 วัน ทั้งที่ รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่มาก” มีเนื้อหาสาระที่สมาชิกแปรญัตติไว้จำนวนมาก จึงกังวลว่าจะไม่สามารถพิจารณาได้เสร็จในสมัยประชุมนี้

เป็นสิ่งที่ต้องแสดงท่าทีกันนับตั้งแต่คราวที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว แต่กลับปล่อยให้มีการยื้อกันมาโดยตลอด นี่ย่อมเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า ตราบใดก็ตามที่ผลประโยชน์ทางการเมืองยังไม่มีปัญหาก็สามารถร่วมหอลงโรงกันได้โดยปกติสุขได้ แต่ทันทีทันใดที่เกิดการหักหลังเหมือนตบหน้ากันฉาดใหญ่ การตอบโต้แบบไม่กั๊กจึงเป็นบทบาทที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็น และนี่ก็เป็นบทพิสูจน์ที่ว่า แค้นครั้งนี้แค่คำขอโทษไม่เพียงพอ

ขณะเดียวกันก็น่าจับตามองความขัดแย้งรอบนี้จะไปจบลงตรงจุดไหน เมื่อ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ยอมรับสายจากส.ส.ดาวฤกษ์ มิหนำซ้ำ ยังผูกมัดตัวเองด้วยการตกปากรับคำกับ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า เดี๋ยวพี่จัดการเอง” แต่ดูเหมือนว่าฟากส.ส.ที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบก็ไม่ได้ยี่หระต่อการตัดสินใจดังว่า มิหนำซ้ำ ยังยืนยันหนักแน่นด้วยว่า มีมารยาททางการเมืองแล้วด้วยการงดออกเสียง พร้อมเชื่อมั่นว่ารัฐธรรมนูญจะคุ้มครองในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต

นี่จึงเป็นคำถามสำคัญการที่พรรคสืบทอดอำนาจตั้ง ไพบูลย์ นิติตะวัน มาเป็นประธานตรวจสอบ และคน ๆ นี้ก็เหนี่ยวแน่นกับรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจ ผลที่ออกมาจึงไม่น่าจะตรงกับความต้องการของบิ๊กป้อมและไม่น่าจะเพียงพอต่อความต้องการของฝ่ายที่ถูกหักหลัง จึงน่าติดตามกันต่อไปว่า จะมีการใช้วิธีการยื้อเวลาเพื่อให้ทุกอย่างเนิ่นนาน ทำให้ฝ่ายที่เสียหน้าอารมณ์เย็นลง แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไปเหมือนหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมาหรือไม่

หากย้อนกลับไปฟังบทสัมภาษณ์ของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจหลังการประชุมครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กับคำพูดที่ว่า ห่วงความขัดแย้งภายในรัฐบาล” แม้จะโยนว่าปัญหาของนักการเมืองและพรรคการเมืองก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากันเอาเอง อย่าลืมเป็นอันขาดการพังพาบของรัฐบาลผสมในอดีตที่ผ่านมา ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากการผิดใจกันในเรื่องที่มองว่าเป็นประเด็นเล็กน้อยทั้งสิ้น ถ้าไม่แสดงความรับผิดชอบหรือเยียวยากันจนหนำใจ ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นจุดตั้งต้นของหายนะรัฐบาลเรือเหล็กที่คาดไม่ถึงก็ได้

อาจเด่นชัดว่าการยกมือโหวตสวนมติวิปรัฐบาลของ 6 ส.ส.ดาวฤกษ์และ 1 ส.ส.ระยองพรรคสืบทอดอำนาจไม่ได้มีเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ปัญหาส่วนตัวนั้นไม่แน่และมีแนวโน้มว่าน่าจะเป็นเช่นนั้นด้วย แต่เรื่องของการยกมือแลกกล้วยของพรรคการเมืองอื่นก็เริ่มเห็นรอยปริแยก จนสุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องแตกคอและแยกทางกันในที่สุด 4 ส.ส.พรรคก้าวไกลนั้นรอแค่เพียงเวลาที่เหมาะสม ในจังหวะแบบนี้ก็ต้องก้มหน้าก้มตาอยู่กันไปแบบมองหน้าไม่ติดไปก่อน

ที่ชัดเจนไปแล้วเป็นในส่วนของพรรคเพื่อชาติที่มีส.ส. 5 เสียง ความจริงก็แตกคอกันตั้งแต่การเลือกตั้งยังไม่เริ่ม จนเสร็จสิ้นการเลือกตั้งเพียงแต่ไม่ประกาศให้ใครรับรู้เท่านั้น จนกระทั่งล่าสุด จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช.ประกาศตัดหางปล่อยวัด อารี ไกรนรา อดีตหัวหน้าการ์ดเสื้อแดงที่ได้เป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งพยายามจะรักษาสัมพันธ์กันไว้ แต่เมื่อเกิดการโหวตสวนและนี่ไม่ใช่ครั้งแรก จึงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ต้องตัดขาดจากกัน หากจะตรวจสอบว่าส.ส.พรรคไหนคุณภาพชีวิตเปลี่ยนไปมากที่สุดหลังได้เข้าไปนั่งในสภาหินอ่อน ส.ส.พรรคนี้บางคนน่าจะถูกจัดอยู่ในลำดับต้น ๆ