
โบรกชี้ SET ฟื้นตัว! หวัง Election Rally-TISA หนุน คัด 34 หุ้นเด่นน่าลงทุน
“บล.ฟิลลิป” จัดกลยุทธ์ลงทุนช่วงสถานการณ์ความตึงเครียด “สหรัฐ-ยุโรป” พร้อมคัด 34 หุ้นเด่นธีมงบไตรมาส 4 โต พ่วงรับอานิสงส์ Election Rally รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจีน และสามารถทดแทนสินค้าจากสหภาพยุโรปในตลาดสหรัฐอเมริกาได้
ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในวันนี้ (20 มกราคม 2569) ว่ามีแนวโน้มแกว่งตัวในลักษณะ Sideways down โดยคาดว่าดัชนี SET Index จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,270–1,290 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากความกังวลต่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมถึงการรอติดตามความคืบหน้าคดีมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังพอมีแรงพยุงจากการเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ความหวังต่อปัจจัย Election Rally และความคืบหน้าโครงการ Thailand Individual Savings Account (TISA)
ด้านปัจจัยบวกเพิ่มเติม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติการส่งเสริมการขยายการลงทุนของบริษัท เพ๊ง เชิน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) อันดับหนึ่งของโลกกับบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) รวม 3 โครงการ และเมื่อรวมกับโครงการที่เคยได้รับอนุมัติไปแล้วในปี 2566 ส่งผลให้มีมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 65,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ 3.3% เพิ่มขึ้น 0.2% จากประมาณการเดิม ขณะที่ข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า ครัวเรือนจีนมีแนวโน้มแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น หลังเงินฝากประจำมูลค่าราว 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐทยอยครบกำหนดในปีนี้ ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาดการเงินจีน
อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุน หลังจีนเปิดเผยอัตราการเกิดลดลงเหลือ 5.6 คนต่อประชากร 1,000 คน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจำนวนทารกแรกเกิดลดลง 1.6 ล้านคนจากปีก่อน เหลือเพียง 7.9 ล้านคน ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563
ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนยังประเมินว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีแนวโน้มสั่นคลอนมากขึ้น หลังประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณให้ความสำคัญต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ซึ่งรวมถึงประเด็นความมั่นคงในกรีนแลนด์ ส่งผลให้นักลงทุนมีแนวโน้มลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย สะท้อนจากราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาท่าทีของสหภาพยุโรป ซึ่งอาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า รวมถึงการพิจารณาเรียกเก็บภาษีมูลค่ารวม 9.3 หมื่นล้านยูโร หรือการใช้เครื่องมือ Anti-Coercion Instrument เพื่อจำกัดการเข้าถึงตลาด การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การลงทุน และกิจกรรมทางการเงินของประเทศคู่กรณี โดยเฉพาะในภาคบริการดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องติดตามคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐอเมริกาในคดีสำคัญหลายคดี ซึ่งอาจรวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีศุลกากร
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 หลังมีการรายงานผลกำไรของบางสถาบันการเงินออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับความคาดหวังต่อ Election Rally และความเชื่อมั่นต่อมาตรการภาครัฐ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แสดงความมั่นใจว่าโครงการ TISA จะเกิดขึ้นภายในปี 2569 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างแรงซื้อในตลาดหุ้นไทย
ส่วนในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายกลยุทธ์แนะนำกลุ่มหุ้นเด่น ได้แก่ หุ้นเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ได้แก่ AP, BAY, BDMS, BTG, DELTA, GPSC, GULF, KBANK, KTB, MTC, PR9, PRM, PSL, SAWAD, SC, SIRI, STECON, TTB, WHA หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จาก Election Rally ได้แก่ BA, BAM, KKP, KTC, TIDLOR หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจีน ได้แก่ IVL, PTTGC, SCGP, SPRC หุ้นที่สามารถทดแทนสินค้าจากสหภาพยุโรปในตลาดสหรัฐอเมริกา ได้แก่ AAI, ASIAN, HANA, NER, STA, TU รวมถึงตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt) ได้แก่ DR:AAPL80,AMD80,AMZN80, ESTEE80, GOOG80, JNJ03, LLY80, MNST06, MSFT80

